“นารีแดง” ชื่อนี้ได้แต่ใดมา


Uploaded with ImageShack.us
ตอนที่แล้วพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับสุราจีนกันพอสังเขปแล้ว ในสัปดาห์นี้ อยากจะขอแนะนำเหล้าชื่อแปลกที่ฟังแล้วชวนฉงนสนเท่ห์ถึงที่มายิ่งนัก

“นารีแดง” เป็นชื่อเหล้าเหลืองประเภทหนึ่งของจีน หลายครั้งที่เหล่าจอมยุทธในนิยายกำลังภายในมักสั่งเหล้าชื่อแปลกนี้มาซดย้อมใจ และเมื่อไม่นานมานี้ได้ข่าวว่า คณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกได้ร่างรายการอาหารสำหรับต้อนรับนักกีฬา เจ้าหน้าที่รัฐ โดยในรายการประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น มีชื่อของเบียร์ชิงเต่า เหมาไถ และเหล้านารีแดงแห่งเส้าซิงรวมอยู่ด้วย


ออกเรือนมิอาจขาดนารีแดง
Uploaded with ImageShack.us

นารีแดง(女儿红-หนี่ว์เอ๋อร์หง) เป็นเหล้าฮวาเตียวที่ขึ้นชื่อของอำเภอเส้าซิง มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เหล้าบุตรสาว” (女儿酒) ประกอบด้วย 6 รสชาติ ได้แก่ หวาน ฝาด เปรี้ยว ขม ร้อน และ กลมกล่อม

ในบันทึกตำราสมุนไพรแดนใต้ 《南方草木状》 สมัยราชวงศ์จิ้นได้ระบุไว้ว่า ในอดีตเมื่อคุณหนูสกุลสูงศักดิ์จะออกเรือน จะมีการนำเหล้านารีแดงเตรียมไว้ให้เจ้าสาวนำติดตัวไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงที่มาชื่อของนารีแดงด้วยว่ามาจากในอดีต อำเภอเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง มีช่างตัดเสื้ออยู่ผู้หนึ่ง เขาได้แต่งภรรยาเข้าบ้าน ก็เพื่อหวังจะมีบุตรชายไว้สืบสกุล และแล้ววันหนึ่งช่างตัดเสื้อได้ทราบว่าภรรยาของตนเองนั้นตั้งครรภ์ ก็ให้รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง จัดแจงซื้อเหล้าหลายไหกลับบ้าน เตรียมไว้รอลูกชายคลอดออกมาก็จะนำเหล้าเหล่านี้ออกมาเลี้ยงญาติสนิทมิตรสหาย

แต่คาดไม่ถึง ภรรยาของเขากลับให้กำเนิดบุตรสาว ในขณะนั้นสังคมจีนให้ความสำคัญกับลูกชายมาก มองไม่เห็นความสำคัญของลูกสาว ด้วยความโมโห ช่างตัดเสื้อจึงได้นำเหล้าทั้งหมดที่ซื้อมานำไปฝังไว้ใต้ต้นดอกกุ้ยฮวา

วันเวลาล่วงเลยผ่านไป บุตรสาวเติบโตเป็นสาวเต็มตัว ทั้งยังเฉลียวฉลาด สามารถเรียนรู้ศิลปะวิชาการปักผ้าจากผู้เป็นพ่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แถมยังมีฝีมือการปักดอกไม้ที่วิจิตรบรรจงงดงามอีก กิจการการค้าของร้านนับวันยิ่งดีวันดีคืน


เหล้านารีแดง
Uploaded with ImageShack.us

กระทั่งช่างตัดเสื้อคิดได้ว่าการให้กำเนิดลูกสาวไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกศิษย์คนโปรดของตน และลงทุนจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวอย่างยิ่งใหญ่ และในวันแต่งงานนั้นเอง ช่างตัดเสื้อนึกขึ้นได้ถึงเหล้าที่ฝังอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวาหลายสิบปี จึงได้นำเอาเหล้าออกมาให้แขกเหรื่อได้ลิ้มรส ปรากฏว่าแค่เพียงเปิดฝาไหออก กลิ่นหอมก็ขจรขจายไปทั่ว รสชาติของเหล้าที่บ่มนานนับสิบปีก็กลมกล่อมยิ่ง ดังนั้นทุกคนพร้อมใจกันเรียกเหล้าดังกล่าวว่า “นารีแดง”

หลังจากนั้นมา ไม่ว่าบ้านใดให้กำเนิดลูกสาว ก็จะนิยมนำเหล้าไปฝังดิน เมื่อลูกสาวออกเรือนก็จะขุดเอาเหล้าที่ฝังไว้ออกมาเลี้ยงแขก กลายเป็นประเพณีนิยมสืบทอดกันต่อมา

ในภายหลังแม้แต่บ้านที่ให้กำเนิดลูกชาย ก็มีประเพณีนิยมฝังเหล้าด้วยเช่นกัน ด้วยหวังว่าเมื่อบุตรชายสอบติดจอหงวนแล้ว ก็จะนำเอาเหล้าที่ฝังไว้ออกมาดื่มฉลอง และเรียกเหล้าดังกล่าวว่า “จอหงวนแดง” ด้วย

ทั้งนารีแดงและจอหงวนแดง ล้วนเป็นเหล้าเก่าที่ผ่านการเก็บบ่มมาเป็นเวลานาน รสชาติของเหล้ากลมกล่อมและเยี่ยมยอด ดังนั้นผู้คนจึงนิยมนำเหล้าประเภทนี้มาเป็นของขวัญมอบให้แก่กันนั่นเอง

แปล/เรียบเรียงโดย สุกัญญา แจ่มศุภพันธ์
ASTVผู้จัดการออนไลน์

Advertisements

รวยรินกลิ่นเหมาไถ-นารีแดง

ค.ศ.1915 ชาวจีนได้พาเหล้าเหมาไถ เหล่าเจี้ยว แล้วเหล้าเหลืองเส้าซิง อันเลื่องชื่อของประเทศ ไปร่วมจัดแสดงที่ปานามา แต่ด้วยรูปร่างภาชนะที่เรียบง่าย ไม่สะดุดตาสะดุดใจ ทำให้ไม่ค่อยได้รับการต้อนรับนัก แต่ในตอนนั้นเองก็มีชาวจีนหัวหมอแกล้งทำไหเหล้าตกแตก ทำให้กลิ่นหอมหวนของเหล้าจีนกำจายไปทั่วห้องจัดแสดงสินค้า ในที่สุดงานครั้งนี้เหล้าจีนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดเหล้ามาได้ถึง 4 เหรียญทองเลยทีเดียว


ภาชนะใส่เหล้าทองสัมฤทธิ์สมัยโจวตะวันตก
Uploaded with ImageShack.us

กำเนิดเมรัยมังกร

ในประวัติศาสตร์จีนมีเรื่องเล่าขานมากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดสุราจีน บ้างว่าจักรพรรดิเหลือง (หวงตี้) บ้างว่าอี๋ตี้ เป็นผู้รังสรรค์น้ำเมานี้ขึ้นมา แต่ตำนานที่เล่าลือกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านได้แก่เรื่อง “ตู้คังผลิตเหล้า” เล่ากันว่า ตู้คังเป็นหนุ่มเลี้ยงแพะสมัยราชวงศ์โจว (1100-771 ปีก่อนประวัติศาสตร์) วันหนึ่งระหว่างที่ต้อนแพะไปกินหญ้า เขาทำกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุโจ้กหล่นหาย หลังจากนั้นครึ่งเดือนเขาพบกระบอกใส่โจ้กลำนั้นอีก แต่โจ้กในกระบอกบัดนี้ได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นเหล้ากลิ่นหอมกำจายไปเสียแล้ว

ตู้คังรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ค้นพบเป็นอย่างยิ่ง นับจากนั้นมาเขาก็เลิกเลี้ยงแพะ หันมาเปิดโรงกลั่นเหล้าและร้านเหล้าแทน ต่อมา “ตู้คัง” ก็กลายเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของเหล้านั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว หลักฐานของการมีอยู่ของสุรานั้นได้ปรากฏก่อนหน้าตำนานข้างต้นยาวนานนัก


ภาชนะใส่เหล้าทองสัมฤทธิ์สมัยราชวงศ์ซาง
Uploaded with ImageShack.us

เหล้าเป็นเครื่องดื่มที่เกิดจากการหมักผลไม้หรือธัญพืช เหล้าไม่เพียงแต่เป็นผลผลิตจากน้ำมือมนุษย์ แต่ตามธรรมชาติก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังเช่น หากผลไม้สุกงอมตกลงมากองรวมกัน จะเกิดกระบวนการหมักตามธรรมชาติ และเกิดเป็นเหล้าขึ้น

ตั้งแต่ยุคสังคมกสิกรรมเป็นต้นมา มนุษย์ก็รู้จักวิธีหมักผลไม้ทำเหล้าแอลกอฮอล์ต่ำแล้ว นักโบราณคดีได้มีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะใส่เหล้าและผลิตเหล้ายุควัฒนธรรมต้าเวิ่นโข่วและหลงซัน (ปลายยุคหินใหม่) จำนวนไม่น้อย เป็นหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวจีนนั้นสามารถผลิตเหล้าแอลกอฮอล์ต่ำได้ตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนแล้ว

กระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ซาง (1700-1100 ปีก่อนประวัติศาสตร์) และโจว (1100-771 ปีก่อนประวัติศาสตร์) ธุรกิจผลิตเหล้ากลายเป็นธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ชาวบ้านสามารถกลั่นเหล้าดีกรีต่ำได้หลายประเภท โดย “อักษรจารบนกระดูก” (甲骨文) ของสมัยซาง ซึ่งเป็นอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนได้ปรากฏอักษร “酒” (จิ่ว-เหล้า) แล้ว นอกจากนี้ยังค้นพบภาชนะใส่เหล้าทองสัมฤทธิ์มากมาย สะท้อนสภาพสังคมในสมัยนั้น

ชาวจีนสมัยราชวงศ์ซางนิยมดื่มเหล้า โดยเฉพาะนักปกครองในยุคหลังๆ ดื่มเหล้าถึงขั้นบ้าระห่ำเลยทีเดียว พวกเขาดื่มเหล้ากันตลอด ไม่สนใจบ้านเมือง คนยุคหลังจึงมีคำพูดว่า “ราชวงศ์ซางสิ้นเพราะสุรา”

นอกจากภาชนะใส่สุราแล้ว ยังมีการขุดพบเครื่องกลั่นเหล้า ซึ่งนับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์จีน เมื่อเหล้าผ่านการกลั่น ส่วนที่เป็นน้ำจะค่อยๆ ลดลง ดีกรีของเหล้าจะเพิ่มสูงขึ้น เหล้าที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้วจะกลายเป็นเหล้าดีกรีสูงที่เรียกว่า “เหล้าขาว” กว่าจะมีเหล้าขาวนั้นก็ล่วงเลยเข้าสู่ยุคราชวงศ์ซ่งแล้ว (ค.ศ.960-1127)


ภาพวาดหลี่ไป๋ จิบเหล้า ชมจันทร์
Uploaded with ImageShack.us

หลากประเภทเหล้าแดนมังกร

เหล้าเหลือง (黄酒) – เป็นเหล้าที่เก่าแก่มาก มีดีกรีต่ำ ใช้ข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบ ผ่านกระบวนการย่อยสลายจนกลายเป็นน้ำตาล หมัก และคั้นน้ำ หลังจากคั้นน้ำแล้วก็ต้องเก็บไว้หลายปีจึงนำออกมาลิ้มรส สีของเหล้าเป็นสีเหลือง ดีกรีเหล้าค่อนข้างต่ำ โดยทั่วไปอยู่ที่ระดับ 10-20% เหล้าเหลืองขึ้นชื่อของจีนได้แก่ เหล้าฮวาเตียว จอหงวนแดง และเจียฟั่น ของเส้าซิง

เหล้าขาว (白酒) – เป็นเหล้าที่ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศจีนก็ว่าได้ มีดีกรีที่สูงทั่วไปอยู่ที่ 40% ขึ้นไป หรืออาจสูงถึง 65% เหล้าขาวมีแป้งตะกอนเป็นวัตถุดิบ ไม่มีสี เหล้าขาวขึ้นชื่อได้แก่ เหล้าเหมาไถของกุ้ยโจว เหล่าเจี้ยว ของเสฉวน เฝินจิ่วในซันตง เป็นต้น

นอกจากเหล้าที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในประเทศจีนก็ยังมีน้ำเมาอื่นๆ อีกเช่น ไวน์ ยาดองเหล้า และเบียร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในประเทศจีน เหล้าสามารถพบได้ทุกที่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในวงการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ การทหาร การแพทย์ ล้วนมีเงาของเหล้าแฝงอยู่

นักเลงกลอนสมัยก่อนใช้เหล้าดึงอารมณ์ความรู้สึกออกมาถ่ายทอดเป็นบทกลอนที่ไพเราะเสนาะหู ในยุคสามก๊ก โจโฉชื่นชมการร่ำสุรา และเคยแต่งคำกลอนเกี่ยวกับสุราไว้ว่า “หาทางดับทุกข์ มีเพียงตู้คัง” (ตู้คังในที่นี้หมายถึง “สุรา”) แม้แต่กวีเอกสมัยถัง หลี่ไป๋ ก็ยังชื่นชมการดื่มสุรา ถึงขนาดมีคนกล่าวว่า ในบทกวีของหลี่ไป๋สามารถได้กลิ่นหอมหวนของเหล้า

นอกจากนี้ ไม่ว่างานมงคล งานโศกเศร้า เหล้าล้วนเข้ามามีบทบาทในสังคมจีนอย่างแนบแน่น

มีคำกล่าวว่า “พบผู้รู้ใจ พันจอกยังน้อย” เวลาที่ชาวจีนเลี้ยงอาหารนั้น เจ้าภาพมักจะรินเหล้าให้แขกเต็มจอกเต็มแก้ว เติมเต็มแล้วเต็มอีก เพื่อเป็นเชิงให้แขกดื่มมากๆ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเหล้าจะอยู่คู่สังคมจีน รวมทั้งสังคมไทยมานานแล้วก็ตาม แต่ก็มิอาจปฏิเสธความจริงได้ว่า เหล้าเป็นเครื่องดื่มให้โทษ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ยิ่งหากดื่มจนเมามาย อาจเป็นโทษแก่ชีวิตตนเองและผู้อื่นได้ แม้แต่โกวเล้ง นักเขียนนิยายกำลังภายในชื่อดัง ผู้ได้สมญาว่า “ปีศาจสุรา” ยังเคยเขียนไว้ว่า “สุราไม่อาจคลี่คลายความคับแค้นของผู้ใดได้ แต่สามารถดลบันดาลให้ท่านหลอกตัวเองได้”…..ทางที่ดีเลี่ยงได้เป็นดี

เรียบเรียงโดย สุกัญญา แจ่มศุภพันธ์
ASTVผู้จัดการออนไลน์