กระบี่ใจพิสุทธิ์

“คนดีงามประเสิรฐเลิศล้ำ คนชั่วต่ำช้าสุดสามานย์”….บางตอนจะเห็นว่าไอ้คนที่ยกย่องกันว่าเป็นคนดีเปี่ยมคุณธรรม แท้จริงก็ดีภายนอก เลวในสันดาน ทำดีหวังผลเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น

“ฟ้าไม่ช่วยคน ไฉนคนต้องรอความตาย” เมื่อคนพยายาม ย่อมสัมฤทธิผล จะมากน้อยอย่างไรก็มาจากมือของตน

กระบี่ใจพิสุทธิ์ ชื่อเดิมภาษาแต้จิ๋วอ่านว่า ซู้ซิมเกี่ยม แปลว่า กระบี่ใจพิสุทธิ์

เมื่อแก้ไขปรับปรุงใหม่ใช้ชื่อใหม่ จีน T. 連城訣 (เลี่ยนเจิ่งจู่, Lian Chen Queม เลี้ยงเซี่ยก้วก) S. 连城诀 อังกฤษ A Deadly Secret อีกชื่อหนึ่ง Requiem of Ling Sing

กิมย้ง เขียน กระบี่ใจพิสุทธิ์ ซู่ซิมเกี่ยม (Lian Chen Que) เป็นเรื่องที่ 10 เมื่อปี 1963 พิมพ์ใน นิตยสาร Southeast Asia Weekly ต่อจาก “มังกรหยกภาค 3” (กิมย้งเขียน มังกรหยก 3 ในปี 1961) กระบี่ใจพิสุทธิ์ เป็นเรื่องความยาวขนาดกลางที่ดีมาก

กิมย้งเขียน Requiem of Ling Sing ได้สะเทือนอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้ส่วนหนึ่งกิมย้งเขียนโดยอิงชีวิตบุคคลจริงซึ่งเป็นคนในตระกูลของเขา เป็นเรื่องราวของตัวเอก เต็กฮุ้น (Di Yun, 狄雲) ที่ถูกใส่ร้าย จนต้องถูกจองจำในคุกและถูกแย่งชิงหญิงที่ตนรักไป (เช็กฮวง, Qi Fang) ถูกทัณฑ์ทรมาน จนกลายเป็นคนพิการ แต่ยังมีวาสนาในคราเคราะห์ ได้พบพานยอดคนภายในคุก สุดท้ายหนีออกมาได้ แต่กลับถูกชาวยุทธตามล่า ด้วยเพราะคิดว่าเป็นพวกเดียวกับพรรคมาร สุดท้ายสำเร็จพลังเทพสาดส่อง และวิชาดาบมาร (“Lian Cheng Swordplay Manual”, 連城劍谱) กลายเป็นยอดคน เรื่องนี้แฝงไปด้วยปรัชญาชีวิตอันทรงคุณค่า ตำนานรักรักสองตัวละครที่ใช้ฉากหลังดอกเบญจมาศ มี่สวยงามแต่ไม่สมหวัง

เรื่องนี้แสดงถึงความเลวร้ายสารพัดอย่างของมนุษย์ อาจารย์ แกล้งบอกเคล็ดวิชาผิดๆให้ศิษย์ บิดาฆ่าบุตรีเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ตลอดจนความเลวร้ายอีกนานัปการ จอมยุทธในเรื่องนี้เมื่อมีความตายมาเยือนก็หวาดกลัวคิดเอาตัวรอด บางคนกล้าทำความชั่วเพียงเพื่อให้ตัวมีชีวิตรอด การกลัวตายเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ทุกคน กิมย้ง ชี้ให้เห็นว่า คนยิ่งสูงใหญ่เท่าใด ก็ยิ่งรักตัวกลัวตายและพลัดพรากจากสิ่งที่รักมากขึ้นเท่านั้น

ไม่มีการระบุกระบี่ใจพิสุทธิ์ เกิดในยุคใด เช่นเดียวกันกับ กระยี่เย้ยยุทธจักร และ มังกรทลายฟ้า แต่คนอ่านคาดเดากันว่า คงเกิดในสมัยราชวงศ์ชิง ตอนปลาย โดยดูจาก ภาพประกอบในเล่ม และคำตามของ กิมย้งที่บอกว่า เขาเขียนเริ่องนี้ เพิ่อรำลึกถึงบ่าวของตา ที่มีชตากรรมคับแค้นคลับคล้ายชตากรรมของ ต้วเอกในเรื่องนี้ แต่นักวิจารณ์กล่าวว่า เค้าโครงเริ่องนี้คล้ายกับ เคาน์ ออฟ มองเตร์ คริสโต ที่ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจของกระบี่ใจพิสุทธ์ ต่างกันก็เพียงฉากหลัง กิมย้งไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด

อย่างที่บอกนิยายเรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก The Count of Monte Cristo ของ Alexandre Dumas แม้เหตุการณ์จะเหมือนกัน แต่ตัวเอกของเรื่องอย่างเต็กฮุ้นนั้นเป็นหนุ่มใสซื่อ และจริงใจ แม้ผ่านเหตุการณ์มามากมายที่ร้ายๆ ความใสชื่อจะหมดไปบ้าง แต่ก็ยังคงจริงใจไปจนตลอดจบเรื่อง ต่างกับ Edmond Dantès (เอ็ดมอง ดังเต) ทีเป็นหนุ่มใสซื่อตอนต้นเรื่อง กลายเป็นเคาน์ มองเต คริสโต ที่เจ้าคิดเจ้าแค้น กระทำการทุกอย่างเพื่อการแก้แค้นเท่านั้น

นิยายเรื่องนี้มีผลกระทบต่องานเขียนยุคหลังของกิมย้งเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร และ อุ้ยเสี่ยวป้อ แต่ที่เห็นชัดที่สุดก็คือ กระบี่เย้ยยุทธจักร ที่ตัวเอกอย่างเหล่งฮู้ชงก็มีศิษย์น้องหญิง เจอเหตุการณ์ใส่ร้ายป้ายสี และถูกจองจำเหมือนกันเกือบทุกประการ แตกต่างกันที่นิสัยของเหล่งฮู้ชงนั้นเข้าใจโลกมากกว่าเต็กฮุ้น อีกทั้งกระบี่เย้ยยุทธจักรนั้นโครงเรื่องที่กว้างมากกว่ากระบี่ใจพิสุทธ์อีกด้วย แต่ถึงกระนั้นกระบี่ใจพิสุทธิ์ก็ถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จอย่างมากของกระบี่เย้ยยุทธจักร

มีผู้แปลเป็นไทย 3 คนครับ

จำลอง พิศนาคะ แปล เมื่อ ปี พ.ศ. 2510 ตีพิมพ์โดย สพ เพลินจิตต์
พิมพ์ครั้งที่ 2 โดย สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2544

ว. ณ เมืองลุง แปล ใช้ชื่อ แต้จิ๋วว่า ซู่ซิมเกี่ยม สพ เพลินจิตต์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2507 ยังไม่ชัดเจน ไม่เคยเห็นเลยฉบับนี้ ใครมีขอดูภาพด้วยครับ

น. นพรัตน์ แปลเมื่อปี พ.ศ. ใช้ชื่อ หลั่งเลือดมังกร
ฉบับพิมพ์ครี้งที่ 2 (ดอกหญ้า) ใช้ชื่อ กระบี่ใจพิสุทธิ์ พิมพ์โดย สพ ดอกหญ้า ปี พ.ศ. 2536 จำนวน 1 เล่มจบ ถือว่าเป็นฉบับนักสะสม
ฉบับพิมพ์ครี้งที่ 3 (ปกแดง) ใช้ชื่อ กระบี่ใจพิสุทธิ์ เช่นกัน พิมพ์โดย สพ สยามอินเตอร์คอมิกส์ ปี พ.ศ. 2544 จำนวน 1 เล่มจบ


กระบี่ใจพิสุทธิ์ ฉบับพิมพ์ครี้งที่ 2 (ดอกหญ้า)
Uploaded with ImageShack.us

การนำไปสร้างเป็นภาพยนต์โทรทัศน์

มังกรสะท้านบู๊ลิ้ม จะมีอะไรที่สะเร่อเท่าชื่อที่ตั้งเป็นไทยไม่มี ปีที่ฉาย ค.ศ. 1989
ผู้สร้าง
ดารา กัวจิ้นอัน แสดงเป็น เต็กฮุ้น
เซียะหนิง แสดงเป็น จุ้ยเซ็ง
หลี่เหม่ยเสียน แสดงเป็น เช็กฮวง

ศึกชิงบัลลังค์สะท้านภพ (จอมยุทธ์ขี้เมา) Secret of the Linked Cities ชื่อตรงกับชื่อใหม่ภาษาจีน ปีที่ฉาย ค.ศ. 2004
ผู้สร้าง NMTV (จีนแผ่นดินใหญ่)
อู๋เย่ว์ แสดงเป็น เต็กฮุ้น
ฉู่จาง แสดงเป็น จุ้ยเซ็ง
เหอเหมยเทียน แสดงเป็น เช็กฮวง

การนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ A Deadly Secret ภาษาไทยตั้งว่า “ศึกวังไข่มุก” มันคิดชื่อได้ฟายจริงๆ
ปีที่ฉาย ค.ศ. 1980
ผู้สร้าง Shaw Brothers Studio
ดารา ไป่เปียว เยี่ยหัว

กระบี่นางพญา รวมเรื่องสั้นของกิมย้ง

กระบี่นางพญา รวมเรื่องสั้นของกิมย้ง
ผู้แต่ง: กิมย้ง
ผู้แปล: น. นพรัตน์
จำนวน: 1 เล่มจบ
สพ.: ดอกหญ้า
พิมพ์: ปี พ.ศ. 2537
ฉบับดอกหญ้านี้ เป็นหนังสือที่นำเอาเรื่องสั้นกำลังภายในสามเรื่องของกิมย้ง
อันประกอบไปด้วย

กระบี่นางพญา
เทพธิดาม้าขาว
ดาบนกเป็ดน้ำ หรือ อวงเอียตอ

มารวมพิมพ์ไว้ในเล่มเดียวกัน

คำนำสำนักพิมพ์

รวมเรื่องสั้น กระบี่นางพญา คือความต่างและหลากหลาย ความต่างคือการเป็นเรื่องสั้น ผลงานของกิมย้ง ที่นำเสนอผ่านมาเป็นรูปแบบนวนิยายเรื่องยาวทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็เป็นความต่างที่เท่าเทียม ด้วยอารมณ์เรื่องสั้นอาจเข้มพอกับนวนิยาย โดยธรรมชาติของเรื่องสั้นเองและโดยศิลปะการเขียนของผู้ประพันธ์เช่นกิมย้ง ส่วนความหลากหลายนั้น เรื่องสั้นทั้ง 3 เรื่อง ที่ต่างท่วงทำนอง เช่น เทพธิดาม้าขาว ตัวเอกเป็นตัวละครที่อ่อนไหว ละเอียดอ่อน พาสีสันของเรื่องไปในโทนนี้ด้วย ส่วนเรื่อง ดาบอวงเอียตอ ก็มีสำเนียงล้อเลียน กรุ่นด้วยเสียงหัวเราะหยัน ในขณะที่ กระบี่นางพญา กลับหนักแน่นจริงจัง ครั้งนี้คือสุนทรีย์ของความต่างและหลากหลายที่คุณจะได้สัมผัส

เรื่องย่อ

กระบี่นางพญา หรือ กระบี่วีระสตรี
ด้วยความรับผิดชอบต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ เขายอมเสียสละหญิงคนรัก ถ้าหากหญิงนางนั้นคือ ไซซี ผู้งามเลิศพบจบแดนล่ะ ความรับผิดชอบนี้จะสูงส่งเพียงใด?
เรื่องนี้มีพิมพ์แถมใน เพ็กฮ้วยเกี่ยม ฉบับ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง พิมพ์ปี พ.ศ. 2536
จำนวน 14 เล่มจบ อยู่ที่ตอนท้ายของเล่ม 14

ดาบอวงเอียตอ
ล้อเลียนความไร้สาระของผู้คน ซึ่งค้นหา แย่งชิงความลับยิ่งใหญ่ ที่จะส่งให้ผู้นั้นเลิศเลอไร้เทียมทาน ความลับนั้นคืออะไร เหตุใดพฤติกรรมเหล่านั้นจึงไร้สาระถึงเพียงนี้
เรื่องนี้มีพิมพ์แถมใน มังกรทลายฟ้า ฉบับ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง พิมพ์ปี 2632 จำนวน 4 เล่มจบ อยู่ที่ตอนท้ายของเล่ม 4

เทพธิดาม้าขาว
นางกระดิ่งฟ้า นกที่เสียงไพเราะปานกระดิ่งเงินจากฟากฟ้า ตำนานมีว่า นี่้เป็นการแปลงร่างจากหญิงสาวที่สวยงามที่สุด หลังจากที่นางหามีชีวิตไม่ เพราะคนที่นางรักไม่รักตอบจึงตรอมใจตาย ” เทพธิดาม้าขาว ” สตรีสะคราญโฉมผู้หลงใหลเสียง นางกระดิ่งฟ้า ผู้อยู่ในวังวนความรู้สึกละไมแห่งรักดุจเดียวกับนางในตำนานนางนั้น เช่นนี้แล้ววิถีนางจะเป็นเช่นไร
เรื่องนี้มีพิมพ์เป็นเล่มแยกต่างหากด้วยใช้ชื่อเดียวกัน เทพธิดาม้าขาว ฉบับ สพ สยามสปอร์ตพับลิชชิ่ง จำนวน 1 เล่มจบ พิมพ์ปี พ.ศ. 2533
ท่าน จำลอง พิศนาคะ แปลเรื่องด้วย ใช้ชื่อ นางพญาม้าขาว พิมพ์โดย สพ สร้างสรรค์บุ้คส์ ปี พ.ศ. 2545
ยังหาซื้อได้ที่ เว็บไซท์ ของ สพ.

ดังนั้นแม้ควานหา กระบี่นางพญา ฉบับ ดอกหญ้า ที่มี เรื่องสั้นสามเรื่องนี้ครบไม่ได้ ท่านก็สามารถหาอ่านในฉบับแถม และ ฉบับพิมพ์แยกได้ แต่ก็ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ เช่นกัน

ชมคลิป เรื่อง กระบี่นางพญา จะเห็น ฉาก ไซซี กุมอกด้วย

มังกรหยก 1 – ตำนานวีรบุรุษอินทรี

มังกรหยก 1 – ตำนานวีรบุรุษอินทรี
Condor Trilogy I: Legend of the Condor Heroes (LOCH) หรือ The Eagle-Shooting Heroes

เรื่อง มังกรหยก ภาค 1 เป็นยุทธจักรนิยายสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่ง ของ กิมย้ง เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วทุกมุมโลกที่มีคนจีน มีคนกล่าวถึงมากที่สุด นับตั้งแต่เรื่องนี้เป็นต้นไปนิยายของกิมย้งได้รับกา รยกย่องว่าเป็นงานชั้นครู เรื่องนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของกิมย้ง

มังกรหยก 1 – ตำนานวีรบุรุษอินทรี เป็นชุดแรกของไตรภาค นิยายในไตรภาคนี้ได้แก่:

The Legend of the Condor Heroes (射鵰英雄傳) (1957)
The Return of the Condor Heroes (神鵰俠侶) (1959)
The Heaven Sword and Dragon Saber (倚天屠龍記) (1961)

ชมวิดีโอ มังกรหยกชุดแรกที่ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์ทีวี 3 เวอร์ชันก่อนเลยครับ
1983 – หวงเย่อหัว กับ องเหม่ยหลิง
1994 – จางจื่อหลิน กับ จูอิน
2003 – หลีหย่าเผิง กับ โจวซวิ่น

และ เวอร์ชัน ปี 1976

เวอร์ชันล่าสุด มังกรหยก 2008

กิมย้งเขียนนิยายเรื่อง มังกรหยก ภาค 1 (เสี้ยเตี่ยวเอ็งย้งตึ้ง) เป็นเรื่องที่ 3 ในชีวิตการเขียนวรยุทธนิยายของท่าน เรื่องนี้สร้างปรากฎการณ์กำลังภายในฟีเวอร์ทั้งเอเซีย ที่ประเทศไทย จำลอง พิศนาคะ นำมาแปลเป็นคนแรก เล่ากันว่า คนอ่านนิยายเรื่องนี้ตืดกันงอมแงม ขนาดไปที่เข้าแถวโรงพิมพ์เพื่อเฝ้ารอซื้อเล่มที่เพิ่งจะตีพิมพ์เสร็จ

มังกรหยกวรรณกรรมจีนที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อวงการวรรณกรรมไทยเรา เห็นจะไม่มีประเภทใดได้รับความนิยมสูงสุ่งเท่า เรื่องจีนกำลังภายใน นับมาตั้งแต่สมัย สามก๊ก ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ท่านอุตสาหะพยายามถ่ายทอดเรื่องราวจากจีนมาเป็นไทยจนกลายเป็นวรรณคดีอมตะนั่น ยังไม่มีเรื่องจีนเรื่องใดอีกเลยที่ผูกมัดหัวใจคนไทยได้ฉกาจฉกรรจ์ จนกระทั่งมาถึงยุคกำลังภายใน ก็เช่นกัน ไม่มีนิยายจีนกำลังภายในเรื่องใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่า มังกรหยก

ฟ้ากว้างใหญ่ ดินไพศาล สุดสายตา
สร้างชีวา ในโลกา เหลือคณา
รุกรานทำลายกันเองไม่เลิกรา
เวทนา ทุกข์มากมาย หลายเหลือเฟือ
ฟ้าสวรรค ธรณี มีเทพรักษา
เหตุใดหนา จึงดูดาย ไม่ช่วยเหลือ
โลกเปี่ยมทุกข์ ทั่วทุกหน จนหน่ายเบื่อ
ทุกเมื่อเชื่อวันหมองหม่น ระทมทุกข์

” … นับแต่โบราณกาลมา วีรบุรุษผู้กล้าที่ผู้คนนั้นแซ่ซ้องสดุดี อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึง ต้องเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน รักเมตตาแก่ราษฎร ผู้ที่ฆ่าคนจำนวนมากไม่แน่ว่าจะนับเป็นวีรบุรุษผู้กล ้า…” ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ (น. นพรัตน์ แปล)

ทำไมถึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า มังกรหยก ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับมังกรเลย ก็ยังไม่มีผู้ใดทราบได้แต่เดากันต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณจำลอง ได้ให้สัมภาษณ์ คุณเจนภพ ที่ถามว่าทำไมถึงมาแปลเริ่องมังกรหยก

“มังกรหยกเป็นนิยายจีนกำลังภายในเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดครับ และ เป็นเรื่องที่มีความยาวที่สุดด้วย มากกว่านิยายทั้งที่เขียนเองหรือแปลมาทุก ๆ เล่มในวงการหนังสือเมืองไทย มังกรหยก เป็นบทประพันธ์ของกิมย้ง เขาเป็นกรรมการแห่งสมาคมพุทธศาสนิกชนสัมพันธ์ในฮ่องกง มีอายุอ่อนกว่าผม แค่ 3 ปี เท่าที่ผมแปลเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าคนคนนี้มีความรู้ในเรื่อง พุทธศาสนามาก และเรื่องมังกรหยกนี้ก็สอดแทรกปรัชญาทางพุทธศาสนาทั้งเล่ม คำพูดที่เราเขียนออกมานี่ ถ้าคนไม่เคยรู้เคยปฏิบัติทางพุทธมาก่อนจะทำไม่ได้ พูดไม่ได้ เรียนไม่ได้ และผมเองก็ไม่ชอบการลอกเอาคัมภีร์มาลงทั้งดุ้นด้วย ก็เพราะมังกรหยกนี่ล่ะครับ ทุกคนถึงกลัวผม ใครจะด่าหรือตั้งหน้าทำลายยังงัยผมก็ไม่ตาย ผมยังมีทีเด็ดอีกเยอะ มังกรหยก ภาค 4 ภาค 5 และ ภาคพิเศษ ก็มีอีก”

ท่าน ถาวร สิกโกศล (ใน สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก) ได้กล่าวถึงเรื่อง ชื่อ มังกรหยก ที่ ท่านจำลอง พิศนาคะ เป็นผู้ตั้งชื่อไว้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่อง แต่ฟังดูแล้วเข้าที เลยใช้กันเรื่อยมา

ที่น่าจะเดาใจท่านจำลอง ได้ว่าทำไม่ตั้งชื่อเรื่องนี้ว่ามังกรหยก คือจากคำพูดของท่าน “มังกรหยกเป็นนิยายจีนกำลังภายในเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดครับ” คนจีน ถือว่า “มังกร” เป็นสัญญลักษณ์ของประเทศ บวกกับคำว่า “หยก” เรียกว่า ที่สุดกับที่สุดมารวมกัน เท่ากับเป็นการให้เกียรติสูงสุด

มังกรหยก ภาค 1 ข้อมูลเกี่ยวกับการตีพิมพ์ได้มาจาก เว็บของท่านมือปีศาจ
ผู้แต่ง กิมย้ง
ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ เพลินจิตต์ (ศิริอักษร) พิมพ์ปี พ.ศ. 2502 จำนวน 32 เล่มจบ (เล่มเล็ก)
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ มิตรสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2514 จำนวน 54 เล่มจบ (เล่มเล็ก) ปกแช็ง 7 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 8 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2517 จำนวน 8 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 9 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. จำนวน 10 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 10 สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 8 เล่มจบ (พร้อมกล่อง)

สำนวนแปลของ จำลอง พิศนาค แปลจากต้นฉบับเดิม ก่อนการแก้ไขปรับปรุง ของ กิมย้ง ประมาณการว่า น่าจะแปลประมาณปี พ.ศ. 2501 – 2502 เพราะจัดพิมพ์ครั้งแรกโดย สำนักพิมพ์ศิริอักษร (สำนักพิมพ์เพลินจิตต์) เมื่อปี พ.ศ. 2501 – 2502 เป็นสำนวนแปลที่ทำให้คนไทย รู้จักกับ มังกรหยก เป็นครั้งแรก และเรื่องนี้ยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เฟื่องฟูของนิยายกำลังภายในตามมา รวมทั้งเกิดผู้แปลนิยายกำลังภายในตามมาอีกมากมาย และอีกประการหนึ่ง นิยายเรื่องนี้ยังถือได้ว่า เป็นจุดกำเนิดของนิยายกำลังภายใน ด้วยเช่นกัน รวมถึง คำว่า กำลังภายใน ซึ่งได้ปรากฏในนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก สำนวนของจำลอง พิศนาคะนี้ ได้นำกลับมาพิมพ์ซ้ำหลายรอบ ซึ่งยังคงหาอ่านได้ในปัจจุบัน เท่าที่ทราบข้อมูล ปี พ.ศ. 2517 สำนักพิมพ์บันดาลสาส์น จัดพิมพ์เป็น 10 เล่มจบ และในปีต่อ พ.ศ. 2518 สำนักพิมพ์บันดาลสาส์น จัดพิมพ์ใหม่ ในรูป 8 เล่มจบ และในปี พ.ศ. 2537 สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ – วิชาการ ได้จัดพิมพ์เป็น 8 เล่มจบ

ต่อมา ว. ณ เมืองลุง นำมาแปล เรียกชื่อภาคนี้ว่า มังกรจ้าวยุทธจักร สำนวนแปลของ ว. ณ เมืองลุง แปลจากฉบับปรับปรุงแก้ไขครั้งที่ 1 ของ กิมย้ง โดยแปลครั้งแรกลงใน หนังสือพิมพ์รายวัน แนวหน้าแห่งยุคเดลินิวส์ ฉบับที่ 10452 ประจำวันศุกร์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 โดยใช้ชื่อเรื่องว่า มังกรจ้าวยุทธจักร ซึ่ง ว. ณ เมืองลุง ได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือ ว่า ชื่อเรื่อง มังกรเจ้ายุทธจักร นี้ เปลว สีเงิน เป็นคนคิดชื่อนี้ให้ โดยลงติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงฉบับที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 ได้มีการเปลี่ยนผู้แปลใหม่ คือ ศ. อักษรวัฒน์ และเปลี่ยนชื่อเรื่องใหม่เป็น มังกรยอดยุทธจักร ฉบับพิมพ์ล่าสุด สำนักพิมพ์ดอกหญ้า ปี พ.ศ. 2537

สำนวนที่สามเป็นของ น. นพรัตน์ แปล เรียก มังกรหยก ภาค 1 ก๊วยเจ๋งยอดวีรบุรุษ สำนวนแปลของ น. นพรัตน์ แปลจากฉบับปรับปรุงแก้ไขครั้งที่ 2 ของ กิมย้ง พิมพ์รวมเล่ม และได้ลิขสิทธิ์ตลอด โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ซึ่งจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2537 (8 เล่มจบ) และในปี พ.ศ. 2546 (4 เล่มจบ)

สำนวนที่ 4 โดย คนบ้านเพ ตั้งชื่อว่า จอมยุทธมังกรหยก ภาค 1 วีรชนพิชิตมาร แปลจากฉบับปรับปรุงแก้ไขครั้งที่ 2 ของ กิมย้ง โดยแปลให้กับสำนักพิมพ์สุขภาพใจ (พ.ศ. 2540)

มีการบันทึกว่ามีอีกสำนวนแปลหนึ่ง แปลก่อน คุณจำลองเสียอีก แต่แปลไม่จบ สำนวนแปลครั้งแรกแปลจากต้นฉบับเดิม ก่อนการแก้ไขปรับปรุง ของ กิมย้ง ผู้ประพันธ์ใช้นามปากกาว่า ไผ่ผุ น่าจะแปลประมาณ พ.ศ. 2500 โดยแปลลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยตั้งชื่อเรื่องใกล้เคียงกับภาษาจีน ว่า วีรบุรุษมือธนู ไม่มีข้อมูลเหมือนกันว่า แปลถึงตอนไหน

มังกรเจ้ายุทธจักร
ผู้แต่ง กิมย้ง
ผู้แปล ว. ณ เมืองลุง
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ ประพันธ์สาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. จำนวน 50 เล่มจบ (เล่มเล็ก) และ ปกแข็ง 10 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ บรรณาคาร จำนวน 7 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 3 สพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 4 เล่มจบ บรรจุกล่อง
พิมพ์ครั้งที่ 4 สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2553 จำนวน 4 เล่มจบ บรรจุกล่อง รอซื้อเลยครับ

ไตรภาค มังกรหยก ชุดที่ 1 ก๊วยเจ๋งยอดวีรบุรุษ
ผู้แต่ง กิมย้ง
ผู้แปล น. นพรัตน์
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ สยามอินเตอร์คอมิกส์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 8 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ สยามอินเตอร์บุ๊ค พิมพ์ปี พ.ศ. 2546 จำนวน 4 เล่มจบ

ท่านกิมย้งได้แก้ไข ข้อขัดแย้ง ข้อบกพร่อง 3 ครั้ง ครั้งล่าสุด ทำการแก้ไขเมื่อปี 2544
ฉบับของท่านจำลองแปลมาจากฉบับแรกที่ยังไม่มีการแก้ไข
ฉบับของ ท่าน ว. แปลมาจากฉบับที่ท่านกิมย้งแก้ไขครั้งที่หนึ่ง
ฉบับของ ท่าน น. พิมพ์ครั้งที่ 1 แปลมาจากฉบับที่ท่านกิมย้งแก้ไขครั้งที่สอง
ฉบับของ ท่าน น. พิมพ์ครั้งที่ 2 อ้างว่าแปลมาจากฉบับที่ท่านกิมย้งแก้ไขครั้งที่สาม

มังกรหยก 1 เป็นเรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ้องที่เป็นพื้นหลังทางประวัติศาสตร์ของนิยาย เขียนถึง ก้วยเจ๋งและเอี้ยคัง ทายาทของสองพี่น้องร่วมสาบานชาวฮั่น ก้วยเซ่าเทียนและเอี้ยทิซิม ถูกเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่แผ่นดินฮั่น คนหนึ่งดำรงอยู่หลักคุณธรรมรักแผ่นดินเกิดแม้อยู่ต่างแดน แต่อีกคนกลับมักใหญ่ใฝ่สูงฝักใฝ่ศัตรู แม้อาศัยอาศัยอยู่ในแผ่นดินเกิด ราชวงศ์ซ้องกำลังทำสงครามกับราชวงศ์จิ้นของไต้กิม และต่อมาเจงกิสข่านบุกแผ่นดินจิ้น

ความโดดเด่นของเรื่องนี้ คือ การสร้างตัวละคร ซึ่งมีทั้งความสลักเสลา เกินจริง และ ความสมจริงผสมกัน ตัวละครเหล่านี้มีชีวิตชีวา น่าประทับใจ เช่น มารบูรพา พิษประจิม ราชันต์ทักษิน ยากจกอุดร เฒ่าทารก ก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มานั่งกลางใจ ประทับใจจนยากจะลืมเลือน

บทสนธนาของก๊วยเจ๋งกับเจงกิสช่าน ลองอ่านดูครับ
“ก๊วยเจ๋ง เราได้สร้างผืนแผ่นดินมองโกลให้ยิ่งใหญ่จะหาผู้ใดมาเ ปรียบเทียบเสมอเหมือนได้ นับตั้งแต่โบราณกาลมา ก็เห็นมีแต่เราเพียงผู้เดียว และนับตั้งแต่ผืนแผ่นดินมองโกลถือสถานที่นี้เป็นใจกลางแล้ว ก็จะมีอาณาเขตกว้างขวางยิ่งนัก แต่ละทิศสามารถที่จะเดินทางไปหนึ่งปีจึ่งสิ้นสุด อาณาเขตของแผ่นดินมองโกลเจ้าจงบอกให้เราฟังดูทีหรือว่า นับตั้งแต่โบราณมา ยังจะมีผู้ยิ่งใหญ่คนใดที่สามารถกระทำได้ดังนี้?”

ก๊วยเจ๋งนิ่งขรึมชั่วครู่ตอบว่า “ฝีมือในการรบของท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่เลื่องลือปรากฏทั่วทั้งแผ่นดิน จะหาผู้ใดมาเสมอเหมือนมิได้ แต่การที่ท่านข่านมีชื่อเสียงเป็นที่เกรงขามแก่คนทั้งปวง ก็มิทราบว่าบนผืนแผ่นดินได้สะสมโครงกระดูกสีขาวของคน เหล่านั้นกองสูงสักเพียงใด? และมิทราบว่าน้ำตาของเด็กน้อย และแม่ม่ายกับผู้เป็นมารดา ได้หลั่งไหลออกมาเป็นสายธารสักกี่มากน้อย”

“ท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านได้เลี้ยงดูและอบรมข้าพเจ้ามา มิหนำซ้ำได้บีบบังคับให้มารดาของข้าพเจ้าถึงแก่ความตายไป อันบุญคุณของท่านและความแค้นของข้าพเจ้าซึ่งเป็นส่วนตัว ข้าพเจ้ามิขอกล่าวขึ้นอีกเป็นอันขาด แต่ข้าพเจ้าใคร่จะขอถามอีกสักคำหนึ่งว่า อันธรรมดาคนเราเมื่อตายลงไปแล้ว ก็ถูกฝังอยู่ในแผ่นดิน ยังจะสิ้นเปลืองเนื้อที่สักเท่าใด”

เมื่อเจ็งกิสข่านได้ยินดังนั้นฟาดแส้ม้าออกไป ตวัดเป็นวงกลม บอกว่า “คงมีขนาดไม่มากมายไปกว่ารัศมีของแส้ที่เราได้เหวี่ยงออกไปนี้”

ก๊วยเจ๋งบอกว่า “ใช่แล้ว ถ้ากระนั้นท่านได้ฆ่าฟันผู้คนมาเป็นจำนวนมากมาย หยาดโลหิตของคนเหล่านั้นได้หลั่งไหลชโลมแผ่นดินกี่มา กน้อย จึ่งทำให้ท่านสามารถรุกรานเอาบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าม าครอบครองเป็นจำนวนมากถึงเพียงนี้ ในที่สุดท่านยังได้ประโยชน์อันใดหรือ?”

เจ็งกิสข่านได้ยินดังนั้นก็เฉลย ก๊วยเจ๋งกล่าวต่อไปว่า “แต่โบราณมา บรรดาผู้กล้าหาญและยอดนักรบที่เป็นขุนศึกอันยิ่งใหญ่ ทำให้คนภายหลังพากันหวนรำลึกและเคารพนับถืออย่างยืนน าน ก็เพราะได้สร้างบุญคุณไว้ให้กับราษฎร เป็นผู้ให้ความรักและคุ้มครองแก่มวลราษฎรเหล่านั้นต่ างหาก ตามความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่า ผู้ที่ฆ่าคนอย่างมากมายมิใช่ว่าเป็นผู้กล้าหาญเสียที เดียวก็หาไม่”

เจ็งกิสข่านถามว่า “ชะรอยชั่วชีวิตของเรานี้ มิได้ประกอบกรรมทำความดีไว้บ้างทีเดียวหรือ”

ก๊วยเจ๋งตอบว่า “การกระทำความดีของท่านย่อมมีอยู่เป็นธรรมด และมากมายยิ่งนัก แต่การที่ท่านยกกองทัพไปรุกรานทางเหนือและทางใต้ ซากศพของผู้คนกองสูงดุจดั่งภูเขา ความดีและความชั่วย่อมจะทำให้มองเห็นว่าแตกต่างกันยา กที่จะกล่าวได้”

จาก มังกรหยก ภาค 1 จำลอง พิศนาคะ แปล

——————————————————————————————————

การปรับปรุงครั้งล่าสุด Flown Feather แปลมากกระทู้ของ คุณ Athena ที่ www.spcnet.tv ที่เป็นภาษาอังกฤษ
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/

1. บ้วยทิวฮวงเคยเป็นคนรับใช้ (หลังจากกำพร้า ลุงที่ยากจนของเธอไม่สามารถเลี้ยงดูเธอไหว จึงขายเธอให้กับบ้านเศรษฐีสกุลเจียง แม้เธออายุแค่สิบสองขวบเธอจัดว่าเป็นเด็กสาวที่สวยคนหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังซักผ้า เศรษฐีเจียงเข้ามาหาและต้องการจะลวนลามที่หน้าอก
เธอผลักไสเขาออก ในมือของเธอมีสบู่แล้วฟองสบู่ไปติดกับเคราของเศรษฐีเจียงเป็นที่ขบขัน ฮูหยินเจียงมาเห็นเข้าใจผิดคิดว่าเธอพยายามยั่วยวนสามีนาง จึงดุด่าและทำโทษเธอ ถึงกับจะควักลูกตาเธอออก อาจารย์อึ้งเอี๊ยซือผ่านมาพบเลยสั่งสอนฮูหยินเจียง อีกทั้งยังให้ไถ่ตัวบ้วยทิวฮวงเป็นอิสระรับเธอเป็นลูกศิษย์คนที่สาม

2. ศิษย์เอกของอึ้งเอี๊ยซือคือเข็กเล้งฮวงมีอายุสามสิบและเป็นหม้าย มีบุตรสาวชื่อส่ากู ในฐานะที่เป็นศิษย์คนโต จึงได้รับหน้าที่สอนวิทยายุทธแศษย์น้องแทนอาจารย์

3. บ๊วยทิวฮวงเติบโตเป็นสาวแสนสวย อึ้งเอี๊ยซือ เข็กเล้งฮวง ตั้งเฮียนฮวง ต่างหวั่นไหวด้วยความงามของเธอ เข็กเล้งฮวยหักห้ามใจได้เนื่องจากสูญเสียภรรยา และไม่ต้องการจะมีความรักอีกต่อไป นอกจากนี้เขายังล่วงรู้จิตใจอาจารย์ตนเองที่แอบหลงรักนาง อึ้งเอี๊ยซือถึงกับหงุดหงิดและเศร้าเสียใจตนเองที่เป็นเช่นนี้ (มีบทกลอนที่แต่งโดยนักกวีสมัยซ้องชื่อ Ouyang Xiu ที่สื่อถึงความลุ่มหลงที่เขามีต่อนาง)

4. เมื่อเข็กเล้งฮวงรู้ว่าตั้งเฮียนฮวงลักลอบได้กับบ๊วยทิวฮวง ทั้งสองได้ต่อสู้กัน ตั้งเฮียนฮวงพ่ายแพ้ เข็กเล้งฮวงโกรธเพราะเขารู้สึกว่าทั้งสองทรยศอาจารย์ (บ๊วยทิวฮวงเคยสาบานว่าเธอจะอยู่เคียงข้างอาจารย์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม) เมื่ออึ้งเอี๊ยซือล่วงรู้ว่าศิษย์ทั้งสองต่อสู้กัน เขาโกรธที่เข็กเล้งฮวงคาดคะเน จิตใจเขาออก และความรู้สึกของเขาที่มีต่อบ๊วยทิวฮวงเป็นที่เปิดเผย จึงรู้สึกอับอายขายหน้า และโยนความผิดที่เข็กเล้งฮวง ด้วยอารมณ์โกรธจึงหักขาลูกศิษย์คนโตและขับไล่ออกจากเกาะพร้อมกับส่ากู

นับแต่นั้นอึ้งเอี๊ยซือละเลยตั้งเฮียนฮวงกับบ๊วยทิวฮวง และไม่สอนวิชาแก่พวกเขาอีกเลย เขาออกจากเกาะดอกท้อไปท่องเที่ยวและกลับมาพร้อมแม่ของอึ้งย้ง ในวันฉลองเทศกาล อึ้งเอี๊ยซือดื่มเหล้าเมาแล้วพูดว่า

“ ใครบังอาจกล่าวว่าภูตบูรพาหลงรักลูกศิษย์ตนเอง ”

เจ้าโง่เข็กเล้งฮวง ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน ข้าให้อภัยเจ้าแล้ว ไปบอกเขาให้กลับมาได้ ตั้งเฮียนฮวงได้ยินเข้าจึงตัดสินใจหนีออกจากเกาะพร้อมบ๊วยทิวฮวง โดยแอบไปขโมยคัมภีร์ด้วย

5. จิวแป๊ะทง (Zhou Botong) หาที่ซ่อนคัมภีร์เก้าอิม (Jiuyin Zhenjing) ได้เจอกับอึ้งเอี๊ยซือกับภรรยา แล้วโดนหลอกเหมือนเวอร์ชันที่สอง จิวแป๊ะทงสังเกตุว่าอึ้งเอี๊ยะซือดูกระสับกระส่าย และเขาไม่ได้ฉีกคัมภีร์ของแท้ทิ้ง

6. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนเจ็ดประหลาดกังหน่ำตามหาก๋วยเจ๋งกับนางลีปิงผู้เป็นแม่ กัวเต็งอักตาบอดแต่กำเนิด

7. บ๊วยทิวฮวงและตั้งเฮียนฮวงฝึกคัมภีร์ ตระกูลเจียงเป็นเหยื่อรายแรกของการฝึกฝนพลังชั่วร้ายนี้ พวกเขายังฝึกทักษะอื่นเช่น พลังเสื้อเกราะเหล็ก ระฆังทอง

8. หลังจากบ๊วยทิวฮวงและตั้งเฮียนฮวงออกจากเกาะไปแล้ว อึ้งเอี๊ยซือไม่สบอารมณ์ และโศกเศร้าคละกัน เมื่อศิษย์คนอื่นๆพยายามปลอบใจ แต่มิได้ระวังคำพูดทำให้เขาโกรธมาก จัดการหักขาและไล่ออกจากเกาะหมด

9. เล็กเซ็งฮวงต้องการจับตัวศิษย์พี่ทั้งสองคืนอาจารย์ จึงรวบรวมเหล่าผู้กล้ามากวรยุทธ์กระทำการ หนึ่งในนั้นมีพี่ชายของกัวเต็งอักที่ได้ชวนกัวเต็งอักมาร่วมขบวนการด้วย แต่เขาปฏิเสธเพราะอยู่ระหว่างตามรอยก๋วยเจ๋งกับแม่พี่ชายเขาโดนฆ่าตาย หลังจากนั้นอีกสองปีกัวเต็งอักได้เจอบ๊วยทิวฮวง และตั้งเฮียนฮวง และต้องการ แก้แค้นคืน

10. บ๊วยทิวฮวงและตั้งเฮียนฮวงสามารถหลบหนีจากการจับกุมของพรรคพวก เล็กเซ็งฮวง แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังโดนกลุ่มเจ็ดนักพรตฉวนจินตามล่า

11. เปลี่ยนชื่อวิทยายุทธ์ใหม่ Luoying Shenjian Zhang มาเป็น Taohua Luoying Zhang

12. อ้างอิงถึงเฉียวฟงเจ้าสำนักพรรคกระยาจกในเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้า ว่าได้ดัดแปลงกระบวนท่าใหม่ให้มีพลังเพิ่มขึ้น เรียบง่ายมากขึ้น แต่เต็มไปด้วยพละกำลัง อึ้งย้งได้พูดกับสามผู้อาวุโสของสำนักพรรคกระยาจกและเล่าถึงเหตุการณ์ที่เฉียวฟงต่อสู้กับเหล่าจอมยุทธ์ร้อยกว่าคน ในเหตุการณ์ชุมชนหน้าวัดเส้าหลิน

13. พูดถึงวิทยายุทธ์และการใช้อาวุธลับในเรื่อง ได้แก่ Jiuyin Baigu claws, heart snapping palms and hundred serpent whip ว่าวิชาเหล่านี้ไม่ใช่ของอึ้งเซียง แต่เป็นวิชาที่ศัตรูของเขาลอบทำร้าย น้องชายกับน้องสาวของเขา เขาเลยทำตัวเป็นCSI และจดรายละเอียดลงในคัมภีร์ อีกทั้งยังปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

ดังนั้นที่บ๊วยทิวฮวงและตั้งเฮียนฮวงฝึกเป็นวิชาของศัตรูเขาไม่ใช่วิชาที่ อึ้งเซียงคิดค้นเอง เพราะการฝึกวิชาเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องฝึกกำลังภายใน(สายลัทธิเต๋า)

14. ก๋วยเจ๋งฝึกคัมภีร์เก้าอิมทั้งสองฉบับจากต้นฉบับ

15. ก๋วยเจ๋งกับอึ้งย้งปกป้อง Qing Zhou (เดาว่าเป็นชื่อเมือง) (ท่านกิมย้งเขียนไว้ว่าก๋วยเจ๋งกับอึ้งย้งปกป้องเมืองเซี่ยงเอี๊ยในภาคต่อไป)
ผู้บัญชาการทัพของเมืองนี้พ่ายแพ้ทันทีหลังจากที่ก๋วยเจ๋งและอึ้งย้ง ไปพบเจงกีสข่าน

16. อึ้งเอี๊ยซือเป็นผู้ตั้งชื่อให้เอียก้วย ก๋วยเจ๋งกับอึ้งย้งได้เชิญมกเนี่ยมชื้ออาศัยที่เกาะดอกท้อด้วยกัน แต่นางปฏิเสธเพราะรู้สึกโศกเศร้าที่เห็นคู่เขามีความสุข แต่เธอช้ำใจ ดังนั้นจึงตัดใจจากและสัญญาว่าจะส่งตัวเอี้ยก้วยมาให้ ทั้งสองสอนวิทยายุทธ์

17. ปู่ของอึ้งเอี๊ยซือเป็นขุนนางเก่าในราชวงศ์ซ้อง ระหว่างที่ท่านแม่ทัพงักฮุยโดนใส่ร้าย เขาเป็นผู้ร่างคำแก้ต่างให้ จนโดยไล่ออกจากราชสำนัก แต่เขายังคงเรียกร้องให้ประชาชนสู้ เพื่อความบริสุทธิ์ของแม่ทัพ ท้ายที่สุดโดยสั่งประหาร และขับไล่ทั้งครอบครัวไปสู่ยูนนาน อึ้งเอี๊ยซือก็เติบโตและเรียนหนังสือฝึกวิชาที่นั่น

เมื่อ โตเป็นหนุ่มเขามีความคิดเห็นแปลกแยกจากพ่อ และมักโต้เถียงเรื่องที่ความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ อีกทั้งไม่เข้าสอบสนามแข่งขันเป็นราชการ จนท้ายที่สุดโดนพ่อขับไล่ออกจากบ้าน เขาเริ่มออกท่องยุทธจักรและแต่งบทกลอนเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการ ทางพระราชสำนักออกหมายจับแต่ไม่เป็นผล

(อึ้งเอี๊ยะซือเมื่อยังหนุ่มนั้นผิดใจกับพ่อ เลยออกจากบ้าน และ มาตั้งรกรากที่เกาะดอกท้อ ซึ่งต่อมา อึ้งย้งก็ งอน บิดาตน เรื่องที่ไปทำอาหารให้ จิ้วแป๊ะทง ก็หนีออกจากบ้านจนได้พบก๋วยเจ๋ง จากนั้นก็มีอีกคนตั้งข้อสังเกตว่าก๊วยพู้, ก๊วยเซียงก็หนีออกจากบ้านเหมือนกัน ซึ่งทำให้พิสูจน์ได้ว่าบ้านนี้นิสัยหนีออกจากบ้าน เป็นกรรมพันธุ์ของทั้งสาม เจนเนอเรชั่น )

18. มีรายละเอียดเกี่ยวกับอาจารย์ของราชันย์ทักษิณเพิ่มเติม

กระบี่กู้บัลลังก์ – รอยแหนเงาจอมยุทธ

กระบี่กู้บัลลังก์ – รอยแหนเงาจอมยุทธ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ เนี่ยอู้เซ็ง ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย 2 สำนวน และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์ทีวีและจอใหญ่
สำนวนแรกเป็นของ จำลอง พิศนาคะ เข้าใจว่าแบ่งเป็นสองเรื่อง คือ มังกรมรกต และ จ้าวแผ่นดิน ข้อมูลส่วนนี้ต้องมีการยืนยันอีกครั้ง

มังกรมรกต
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ ผดุงศึกษา พิมพ์ปี พ.ศ. 2505 จำนวน – เล่มจบ (เล่มเล็ก)
จ้าวแผ่นดิน
ไม่มีข้อมูลการพิมพ์

กระบี่กู้บัลลังก์
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์

พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ สยามสปอร์ตพัลลิชชิ่ง พิมพ์ปี พ.ศ. 2528 จำนวน 3 เล่มจบ

พิมพ์ครั้งที่ 2 ใช้ชื่อว่า “รอยแหนเงาจอมยุทธ์”

รอยแหนเงาจอมยุทธ์
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์

พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 1 เล่มจบ

ถ้านับลำดับความทางประวัติศ่าสตร์ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากเรื่อง ดาบมังกรหยก ที่ประพันธ์โดยกิมย้ง นับจากจูหยวนจาง (จูง้วนเจียง) สถาปนาราชวงศ๋หมิง (เหม็ง หรือ เม้ง แปลว่า แสงสว่าง คำนี้มาจากชื่อลัทธิเม้งก่า) มาสามรัชสมัย เป็นเรื่องทายาทของขุนนางผู้จงรักต่อราชวงศ์ กับทายาทของขุนทหารที่กรำศีกมากับจูหยวนจาง แต่ค้องหนีภัยโทษตายไปอาศัยอยู่กับมงโกล หวังอาศัยกำลังมองโกลกลับมากู้แผ่นดินซ้องคืน ความรักของหนุ่มสาวกับความแค้นของตระกูล ดั่งวรรณกรรมรักรันทดคลาสสิค โรเมโอกับจูเลียต ของเชคสเปียร์

ชมวิดีโอคลิปภาพยนต์ทีวี กระบี่กู้บัลลังก์ ฉบับ หมีเซียะ หลิวสงเหยิน และฟังเพลงเพราะ

ของแถมสำหรับแฟนหมีเซียะ ชมรูป หมีเซียะ หวีอันอัน สวยๆ ในเรื่อง ศีกสองนางพญา ได้ที่
http://pyjclub.com/board/lofiversion/index.php?t721.html

นางพญาผมขาว

นางพญาผมขาว


ลองชมคลิบที่เร่าร้อนระหว่าง แป๊ะฮวดม้อนึ้ง (รับบทโดย หลินชิงเสีย) กับ โต๊ะอิดฮั้ง (เลสลี่จาง) เพลงประกอบในฉากนั้นเพราะมาก ที่น่าตื่นเต้นคือฉากรักฉากนี้ สวยงามมาก และเป็นที่เลื่องลือมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ หลินชิงเสีย ยอมเปลือยท่อนบนเล่นบทรัก โดยเธอบอกว่าเธอยอมเล่นเฉพาะกับ เลสลี่ จาง ที่เป็นเพื่อนสนิท (เป็นเกย์) เท่านั้น

เรื่องราวของความรักรักที่ต้องห้ามระหว่างศิษย์สำนักบู๊ตึ๊ง กับนางมารน้อย ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งความผิดหวังและจำพรากจนชั่วนิรันดร์ ความผิดหวังแค่ชั่วข้ามคืนผมนางกลายเป็นสีขาวโพลน

ผลงานที่โด่งดั่งของ เนี่ยอู้เซ็ง (จีนกลาง เหลียง อี่ว์เซิง) ผู้บุกเบิกนิยายจีนกำลังภายในยุคปัจจุบัน มีการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยสองสำนวน

จำลอง พิศนาคะ ใช้นามแฝง “ปาจรีย์” แปลออกมาใช้ชื่อว่า แม่เสือขาว (แป๊ะฮวดม้อนึ้งตึ้ง) และนับตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่ 3 ไป เปลี่ยนไปใช้ชื่อ นางพญาผมขาว และชื่อคนแปล เปลี่ยนเป็น จำลอง พิศนาคะ

แม่เสือขาว ข้อมูลเกี่ยวกับการตีพิมพ์ได้มาจาก เว็บของท่านมือปีศาจ
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง 5 เมษายน พ.ศ. 2467 (1924) – 22 มกราคม 2552 (2009)
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ ศิริอักษร (เพลินจิตต์) พิมพ์ปี พ.ศ. 2502 จำนวน – เล่มจบ (เล่มเล็ก) และ ฉบับปกแข็ง 2 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2516 จำนวน 3 เล่มจบ
นางพญาผมขาว
พิมพ์ครั้งที่ 3 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2522 จำนวน 3 เล่มจบ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 นี้ ใช้ชื่อ นางพญาผมขาว
พิมพ์ครั้งที่ 4 สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. จำนวน 3 เล่มจบ สั่งซื้อ

สำนวนที่สอง เป็นของ น. นพรัตน์ อ่านงายกว่า แต่บางทีอาจไม่กินใจเท่าสำนวนของ จำลอง พิศนาคะ

นางพญาผมขาว
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์
พิมพ์โดย สพ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 4 เล่มจบ อาจยังมีจำหน่าย

ลองอ่านสำนวนแปล ของ จำลอง พิศนาคะ (ปาจรีย์) ดูนะครับ ว่าอ่านได้ไหม ถ้าแนะนำให้ซื้อ ฉบับของ ท่าน จำลอง เลยครับ

เดือนเก้าย่างเข้าฤดูชิวเทียนอันหนาวเย็น มวลหมู่แมกไม้ทางภาคเหนือร่วงหล่นอยู่เกลื่อนกลาด ลำต้นแลกิ่งก้านมองดูโปร่งตา เส้นทางนั้นมีขบวนเดินทางด้วยม้าแลคนหมู่หนึ่ง กำลังลัดเลาะไปตามทิวเขาตั้วปาซัวอันยาวเหยียด ทอดอยู่ระหว่างมณฑลเสฉวนกับเซียมไซแดนต่อแดนติดต่อกัน ม้านั้นควบบ่ายโฉมไปทางด้านตะวันตก ผู้ขับขี่นำไปข้างหน้าเป็นพวก บู๊ซือ (ครูเพลง อาวุธ) แต่ละคนรูปร่างล่ำสันกำยำท่ามกลางขบวนรถเทียมล่อ ผู้ที่นั่งอยู่ในรถนั้นเป็นอ้วนวั่ว (คหบดี) มีอายุวัยห้าสิบ สวมเสื้อหนังสัตว์เพื่อความอบอุ่นของร่างกายในฤดูที่มีอากาศเยือกเย็น อ้วนวั่วผู้นี้มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยแลมีแววอ่อนโยนอยู่ในที ข้างรถเทียมล่อคันนั้น ขนาบด้วยม้าสูงใหญ่อ้วนพีเบื้องหลังมีหนุ่มน้อยนั่งอยู่ แต่หน้าตาดั่งพยัคฆ์ร้าย ขนคิ้วแหลมยาวเหมือนปลายกระบี่ ทั้งตนเองก็สะพายกระบี่ควบขับเหยาะย่าง มาด้วยท่าทางอันสง่างาม เสียงฝักกระบี่กระทบกับผนังอานม้าอยู่ไม่ขาดระยะทุกฝีก้าวม้าที่ซอยเท้าอยู่ในขบวน

อ้วนวั่ว (คหบดี) ผู้ที่ซ่อนร่างอยู่ในประทุนรถนั้น้ชเป็นจกต๊ก (เทศาภิบาล) คนเก่าแห่งมณฑลฮุนหนำแลกุยจิว มีชื่อแซ่ว่า โต๊ะต้งเลี้ยม ชายชราผู้นี้มาตรว่าจะได้รับราชการเป็นขุนนางผู้ใหญ่ และเป็นคนตงฉิน (คนซื่อ) ต่อแผ่นดิน คำพังเพยแต่โบราณกาลมีมาอยู่คำหนึ่งกล่าวไว้ว่า เป็นนายอำเภอที่ซื่อตรงต่อราชการสามปี เงินกำนัลก็ลอยมาสิบหมื่น

โต๊ะต้งเลี้ยมเป็นจกต๊ก (เทศาภิบาล) โดยไม่ต้องทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ทรัพย์สมบัติหลั่งไหลเข้ามาเป็นมหาศาลเพียงแต่ของกำนัลของผู้น้อยที่ต่างมามอบให้ก็เหลือเฟือจนแทบจะไม่มีที่เก็บงำ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาพักราชการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม จึงต้องเชิญบู๊ซือ (ครูเพลงอาวุธ) มาคุ้มกันขบวนการเดินทางเพื่อความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย

หนุ่มน้อยผู้ขับขี้ม้าเหยาะย่างเคียงข้างมาหาใช่ผู้คุ้มกันขบวนเดินทางไม่ แต่เป็นผู้ร่วมทางมากับขบวนนี้ด้วย และเป็นผู้ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องอันน่าสนใจ

ชายชราตำแหน่งที่จกต๊ก (เทศาภิบาล) คนเก่าแห่งแผ่นดิน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่มณฑลซัวไซทางภาคเหนือภูมิลำเนานั้นเป็นเคหะสถานใหญ่โต สืบมาแต่บรรพบุรุษแห่งตระกูล แต่มิได้ร่ำรวยประการใด ตนเองมีบุตรชายหนึ่งคน หลานชายหนึ่งคน บุตรชายชื่อโ๖ชต๊ะกี้เฮี้ยนรับราชการอยู่ในเมืองหลวงมีตำแหน่งฮู โป๋ซี้ลั้ง หลานชายชื่อโต๊ะอิดฮั้ง เอเยาว์วัยติดตามบิดาไปอยู่ในเมืองหลวงเช่นกัน เวลานี้มีอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี

โต๊ะอิดฮั้งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดลึกซึ้งเหนือกว่าผู้เยาว์ด้วยกัน ผู้เป็นปู่มีความคิดถึงหลานชายผู้นี้อยู่ตลอดเวลา แลการพักราชการกลับภูมิลำเนาเดิมในครั้งนี้มีหังสือไปแจ้งบุตรชายให้จัดการส่งหลานชายกลับบ้านด้วย แต่หลานชายก็หาได้มาตามคามประสงค์ของผู้เป็นปู่ไม่ ก้วงเซี้ยวน้ำเป็นผู้ถือหนังสือของบุตรชายมาหาตน ในหนังสือนั้นบอกว่าหลานชายกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมตัวจะเข้าสอบไล่ จึงไม่สามารถกลับมาได้

ก้วงเซี้ยวน้ำเป็นเพื่อนนักเรียนกับหลานชายตน มีความรู้ในวิชากำลังฝีมือ พอดีมีกิจธุระที่จะต้องเดินทางไปมณฑลเซียมไซด้วย จึงขอร้องขอร่วมทางมากับโต๊ะต้งเลี้ยม แลเมื่อการเป็นเช่นนี้ทั้งสองฝ่ายก็สะดวกต่อกัน

โต๊ะต้งเลี้ยม ได้สนทนากับก้วงเซี้ยวน้ำแล้วจึงแจ้งว่าชายหนุ่มผู้นี้ ไม่ใคร่มีความรู้ในหนังสือแตกฉานเท่าใดนักทำให้คิดไปว่า พวกนัดเรียนเขียนอ่านเมื่อมาฝึกหัดเพลงกระบี่ถึงจะมีกำลังฝีมือเป็นสามารถก็ไม่สันทัดเชี่ยวชาญสักเท่าใดนักคล้ายกับคนจับจดเรียนวิชา โต๊ะต้งเลี้ยมยังนึกหัวเราะอยู่แต่ในใจว่า คนผู้นี้เรียนหนังสือก็ไม่ได้ความมาแล้ว ซ้ำมาเรียนเพลงอาวุธจะได้ความสักเพียงไหน แต่คาดไม่ถึงเลยว่าพวกบู๊ซือ (ครูเพลงอาวุธ) ที่ตนเชิญมาคุ้มภัยในการเดินทาง ต่างนอบน้อมยำเกรงต่อหนุ่มน้อยผู้นี้เป็นยิ่งด้วย ประการฉะนี้จึงทำให้โต๊ะต้งเลี้ยมคิดฉงนใจอยู่มิวาย

เวลานั้นเนปีที่สี่สิบสามแห่งแผ่นดินไต้เหม็ง พวกแมนจูมีอำนาจเป็นใหญ่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยกกองทัพมารุกรานแผ่นดินไต้เหม็งอยู่เสมอ พระเจ้าซิ้นจงฮ่องเต้ทรงเสวยราชสมบัติอยู่ในขณะนั้น ต้องจัดส่งเงินทองเสบียงอาหารไปบำรุงกองทัพเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับข้าศึกแมนจูโดยมิขาด ขณะนั้นเงินในท้องพระคลังขัดสนอยู่ ต้องหาวิธีเพิ่มภาษีที่นาเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง ครั้งแล้วชาวนาก็ต้องเดือดร้อนในภาระอันนี้ไว้ด้วยความจำใจ กอร์ปด้วยแผ่นดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อดิแห้งแข็งเกราะ ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวและถั่วงา ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรก็พากันยากจนค่นแค้นขาดความอุดมสมบูรณ์ทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดซ่องสุมโจรผู้ร้ายเป็นอันมาก ราษฎรต้องอดหยากยากไร้มีความทุกข์อยากอยู่แล้วซ้ำต้องถูกรีดเก็บภาษี มีพวกปล้นสะดมแทบทุกหัวระแหง สภาพของแผ่นดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงดูเป็นที่น่าอนาถใจและโะยเฉพาะการเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นชุกชุม ถึงแม้ว่าโต๊ะต้งเลี้ยมจะได้เชิญพวกบู๊ซือเป็นผู้คุ้มครองมา กับมีทหารป้องกันภัยให้อีกด้วยก็ยังมิวายที่จะหวั่นวิตกต่อภัย

เวลานี้การเดนทางผ่านด่านปาก๊กกวนมาแล้ว บนทางเลียบเชิงเขามีม้าสองตัวควบมาอย่างฝีเท้าจัด พวกบู๊ซือที่นำขบวนการเดินทางอยู่เบื้องหลังต่างมีสีหน้าผิดปกติ

ก้วงเซี้ยวน้ำชักม้าพุ่งไปข้างหน้า และชะลอสะบัดย่างพลางร้องถามว่ามีสิ่งใดผิดปกติอยู่หรือ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นท่าทางของพวกท่านขยับร่างอยู่บนหลังม้าอย่างหมดความสบายใจ

บู๊ซือวัยชรากล่าวตอบว่ามันคือปีศาจร้ายแห่งเซียมไซทั้งคู่ (ไซซวนซังซัวะ)

ก้วงเซี้ยวน้ำ บอกว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นพี่น้องแห่งตระกูลแซแพ ซึ่งมีวิชาเพลงมวยฝ่ามือเหล็ก (ทิซัวเจี้ยง) ที่ได้ฝึกฝนมาเป็นเวลานานปี ท่านจงระวังให้ดีถึงแม้ว่าปีศาจร้ายคู่นี้จะได้ควบม้าผ่านไปแล้วจะหวนกลับมาหรือไม่ก็ตาม

บู๊ซือวัยชราเอ่ยขึ้นว่า มันทำทีมีเลศนัย คล้ายกับว่าจะไม่แยแสต่อการปล้นสะดม

ก้วงเซี้ยวน้ำหัวเราะเบาๆ ม้ที่สะบัดย่างอยู่ก็บังคับให้หยุดนิ่ง เพื่อรอคอยรถเทียมล่อที่ด๖ะต้งเลี้ยมนั่งมา พลางปลอบใจให้ท่านไต้หยิน (ผู้ใหญ่) จงวางใจเถิดมิได้มีอันใดเกิดขึ้นดอกเจ้าสองคนที่ควบม้าวิ่งผ่านขบวนไป ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเพียงขโมยเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เบื้องหลังมีม้าสามม้าควบใกล้เข้ามาอย่างฝีเท้าจัดอีก พอผ่านขบวนเดินทางก็เห็นแต่ผงคลีฟุ้งตลบ ก้วงเซี้ยวนน้ำสังเกตได้ว่าคนบนหลังม้าทั้งสามไม่กล้าเหลียวหน้ามามองดูรถเทีนมล่อกับขบวนเดินทางแม้แต่นิดเดียว

บู๊ซือวัยชราชะลอม้าเข้าคู่คี่กับก้วงเซี้ยวน้ำ เอ่ยขึ้นเบาๆด้วยความประหลาดใจว่า ไฉนพวกหัวหน้าโจรประตูมังกง เล่ามึ้งปัง) ทั้งสามคนจึงออกมาพร้อมกัน หากข้าพเจ้าขอเดาแม้จะผิดถูกประการใด ในทางของมัน คงจะเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น

ก้วงเซี้ยวน้ำ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันกร้าวทระนงน่าจะเป็นทางของพวกโจรหรือไม่ก็ตามที หากมาล่วงล้ำก้ำเกินกัน ข้าพเจ้าจะไม่ใช้อาวุธในมือเลย ขออาศัยเพียงแค่คันกระสุนนี้อันเดียว ข้าพเจ้าจะตีมันให้แตกพ่ายยับเยินไปให้หมดสิ้น ว่าแล้วก็ควงคันกระสุนนั้นเป็นที่สนุกมือ
บู๊ซือวัยชรามิได้ปริปากประการใด โต๊ะต้งเลี้ยมเห็นก้วงเซี้ยวน้ำมีท่าทางหยิ่งทรนง ก็คิดอยู่ในใจตนเองด้วยความรู้สึกไม่พอใจว่า หนุ่มน้อยผู้นี้อวดอ้างวางตนอยู่

ขณะนั้น ขบวนม้าแลรถได้เคลื่อนไปทางตะวันตก ครั้นถึงเวลาพลบค่ำจวนจะถึงด่านชิดปั๊วกวนนอกเมืองเขี่ยงเล้งเต้งก็ถึงเดินทางในภูเขาอันคับแคบ

อันด่านชิดปั๊วกวนนี้ มีชัยภูมิอันคับขันของชายแดนแห่งมณฑลเสฉวนกับเซียมไซ ตัวด่านอยู่ซอกเขาเบื้องหน้าเป็นพื้นน้ำ สองฟากฝั่งเป็นโกรกผาชันสูงร้อยกว่าวา แม่น้ำนี้มีความกว้างห้าหกวา ไหลตัดมาตามโกรกผาไหลเชี่ยวแรงนัก ไหลเทออกมาจากหุบเขาเสียงดังสนั่น กระแสน้ำพัดกระแทกหินผาเป็นละอองฝอยฟุ้งไม่ขาดระยะพิศดูแล้วเพลินตา เสียงของน้ำที่ดังอยู่ก็น่าจะทำให้เย็นใจ

ครั้นแล้วขบวนเดินทางลอดช่องเขาออกมาพ้นแล้ว พอดีเห็นเบื้องหน้าประมาณหนึ่งลี้ มีม้าขาวถูกควบสะบัดย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้า คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าแต่งกายสวมเสื้อคลุมขาว เมื่อทั้งคนทั้งม้าขาวโพลง ทำให้มองดูเด่นชัดเป็นที่สะดุดแก่นัยน์ตา

โต๊ะต้งเลี้ยมเอ่ยขึ้นว่า คนผู้นี้ดูท่าทางคล้ายกับจือเซ็ง (นักเรียน) ควรหรือเดินทางแต่ลำพังผู้เดียวปราศจากเพื่อนร่วมช่างไม่หวาดกลัวต่ออันตรายในระหว่างทางเสียบ้างเลย พวกเราเร่งขึ้นไปไม่ทันแล้วเดินทางร่วมไปกับผู้นี้จะเป็นประการใด ก้วงเซี้ยวน้ำสั่นศีรษะแทนการตอบด้วยปากคำ

ทันใดนั้น คนทั้งปวงแว่วเสียงกระพรวนแล้วดังใกล้เข้ามาอย่างเด่นชัด ม้าหกเจ็ดตัวควบฝีเท้าจัดมาเบื้องหลังขบวนและพรบตาที่ควบผ่านขบวนเดินทางไปอย่างหาแยแสไม่ ขณะนั้นชายหนุ่มผู้ขี่ม้าขาวกำลังเหยาะใกล้เข้าไปถึงช่องแคบระหว่างเขา

บู๊ซือวัยชราเอ่ยขึ้นด้วยคาวมตกใจว่า ชายหนุ่มม้าขาวทำทองไม่รู้ร้อนเช่นนั้น ถ้าถูกม้ากลุ่มนั้นมันชนเอาจะมิเป็นอันตรายสาหัสหรือ
บู๊ซือชราปรารภยังมิทันสิ้นคำ ที่หุบเขาข้างหนึ่งมีฝุ่นผงคลีฟุ้งขึ้น ม้าสิบกว่าม้าควบฝีเท้าจัดมาเบื้องหน้าอีก ขบวนม้าทั้งสองต่างพุ่งเข้ามาหาม้าขาวของชายหนุ่ม บีบบังคับอยู่ระหว่างกลาง มองเห็นอยู่แล้วว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องถูกชน โต๊ะต้งเลี้ยมร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นได้ยินเสียงชายหนุ่มม้าขาวร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันเป็นดังปาฏิหาริย์ ม้าขาวตัวนั้นโผนลอยนภากาศแล้วกระโโดดข้ามลำน้ำที่ไหลเชี่ยวแรงมีอณาบริเวณกว้างถึงห้าหกวาไปถึงฝากฝั่งข้างโน้นอย่างปลอดภัย

กองม้าทั้งสองมีความจัดเจนยิ่งนัก ทั้งที่ควบฝีเท้าจัดยิ่งกว่าลมพัด ต่างก็ชักม้าบังคับให้หยุดได้ ในกระทันหันทั่วทุกคนต่างผกหน้าผกหลังหันรีหันขวางกันเป็นพัลวัน ครั้นเห็นชายหนุ่มม้าขาวรอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ต่างก็ชักม้าหันกลับขวางปากทางช่องแคบระหว่างเขานั้นไว้
ก้วงเซี้ยวน้ำชักม้าโลดวิ่งเข้าหาแต่ผู้เดียว ครั้นถึงกลุ่มนั้นก็ประสานมือคำนับแลว่า “ท่านทั้งปวงข้าพเจ้าขออาศัยทางเดินผ่านไปสักครั้งหนึ่งเถิด”

ชายหนวดยาวผู้ยืนม้าอยู่เบื้องหน้าผู้อื่นของตนร้องถามว่า ท่านอาศัยบุญบารมีอันใดหรือที่จะขอเดินทางกับพวกเรา อันทรัพย์สมบัติของขุนนางที่ฉ้อราษฎรบังหลวงมา ใครๆ ก็ย่อมยินดีรับช่วงปรารถนา

ก้วงเซี้ยวน้ำบอกว่าวานท่านอย่าได้เข้าใจผิดเลย ท่านผู้นี้เป็นขุนนางตงฉินที่หาชื่อเสียงเสียอันใดมิได้ แลท่านลาพักราชการกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม

หัวหน้าโจรอีกผู้หนึ่งพูดว่า เราไม่ต้องการฟังคำของเจ้า เพียงให้พวกเราใจอ่อนหลีกทางให้ เรามีแต่พูดเพียงว่าเมื่อจะขออาศัยผ่านไป เป็นไรมี แต่ต้องขอเอาหีบห่อภาชนะเครื่องเดินทางวางไว้ที่นี่เสียก่อน เราจึงจะอนุญาตให้ผ่านไปได้

ก้วงเซี้ยวน้ำไม่ปริคำ แต่ทันใดนั้นรวดเร็วนัก คันกระสุนเหล็กถูกปลดออกจากบ่าโดยพวกโจรไม่ทันมองเห็น ก้วงเซี้ยวน้ำลั่นกระสุนออกไปหลายนัด ถูกพวกที่ดาหน้าจะเข้ามาทำร้ายล้มลงระเนระนาด ชายหนวดยาวหัวเราะก้อง

ก้วงเซี้ยวน้ำเปลี่ยนเป็นลูกเกาทัณฑ์ออกแรงยิงตัดธงดำของพวกโจรหักสะบั้นลง ชายหนวดยาวมีสีหน้าผิดปกติไปทันที ถอยห่างออกไปเป็นหลายวาและร้องตะโกนถามว่า ท่านยังทราบระเบียบของพวกเราอยู่หรือไม่

ก้วงเซี้ยวน้ำไม่โต้ตอบด้วย ครั้งนี้ปล่อยกระสุนดั่งดาวตกไปยังเป้าหมาย คือร่างของชายหนวดยาว

ลูกกระสุนวิ่งตัดอากาศไปด้วยความรวดเร็ว แต่ชายหนวดยาวก็มีความว่องไวประดุจลมพัด ใช้มีดสันหนาสีทองแดงฟาดซ้ายป่ายขวา ปัดลูกกระสุนที่ยิงมาดั่งห่าฝนกระเด็นออกไปหมด

แต่ก้วงเซี้ยวน้ำยิ่งยิงยิ่งมากด้วยความเร็ว ชายหนวดยาวป้องปัดเนิ่นนานเข้า ชักอ่อนกำลังคลายความว่องไวลงทุกที

ในพวกโจรด้วยกัน มีชายผู้หนึ่งขนคิ้วดกดำ นันย์ตาโตร้องตวาดว่า เมื่อมีนามมาทว่าไม่โต้ตอบไป ก็ผิดธรรมเนียม ว่าแล้วก็ปลดคันแล่นยิงเป็นเกาทัณฑ์ที่ไฟแลบออกมาเป็นสีเขียว

คันกระสุนของด้วงเซี้ยวน้ำ ไม่สามารถที่จะใช้ได้สองอย่างในคราวเดียวกัน เมื่อเกาทัณฑ์ไฟพุ่งเข้ามาเบื้องหน้า ก็ไม่สามารถที่จะใช้กระสุนยิงตัดได้ เกาทัณฑ์ไฟพุ่งตรงเข้าไปที่ผ้าคลุมหีบห่อสิ่งของเครื่องใช้ แล้วกระสอบป่านก็ติดลุกไหม้ขึ้นมาไฟลุกโหมอย่างรวดเร็ว ความร้อนแรงทำให้เงินขาวไหลมารวมกองกัน ชายหนวดยาวส่ายศีรษะอยู่ไปมาแสดงความหมดหวัง

ก้วงเซี้ยวน้ำยิงกระสุนออกไปติดๆกันไม่ขาดระยะตามท่าเพลง กระสุนพายุฝนกระหน่ำแปดทิศ (โป๊ยฮึงฮวงโห) ซึ่งเป็นเพลงกระสุนที่ร้ายกาจอย่างเยี่ยมยอด ชายหนวดยาวมิทันระวังตัวก็ถูกยิงเข้าที่ข้อศอกซ้ายอย่างจังจนแทบจะยกมือมิขึ้น รีบถอยห่างออกแล้วประสานมือคำนบแลว่า เพลงกระสุนของภูเขาบู๊ตึงซัวนั้นเป็นฝีมือเทพยดา สมแล้วดั่งคำลือ พวกข้าพเจ้ามีตาหามีแววไม่ ขออภัยที่ได้ล่วงเกินไปด้วยเถิด

ชายที่ยิงเกาทัณฑ์ไฟก็โผนขึ้นหลังม้า ตะโกนร้องบอกว่า จงได้ช่วยบอกท่านจี้เอี๋ยงเต้าเจี้ยงด้วยว่าฮ่วยเล้งอ้วงกับฮวงซัวโฮ้ว ขอขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ละเว้นชีวิตพวกเราไว้เมื่อปีนั้น ว่าแล้วก็เป่าหวีดเป็นสัญญาณ พาลูกน้องก็ช่วยกันประคองพพวกที่ได้รับบาดเจ็บถอยออกไปจากช่องหุบเขานั้น

ก้วงเซี้ยวน้ำวางคันกระสุนลง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าหัวเราะก้อง ทันใดนั้นมีเสียงคนพูดทางเบื้องหลังว่า ท่านนี้มีฝีมือยิงกระสุนประเสริฐแท้

ก้วงเซี้ยวน้ำตะลึงงัน พลางเหลียวศีรษะมาดูชายหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมแลขี่ม้าสีเดียวกันนั่นเอง ไม่ทราบว่าบังคับม้ากระโดดข้ามจากฝั่งแม่น้ำข้างโน้นมาแต่เมื่อใด ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจของคนทั้งปวง จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น

จอมใจจอมยุทธ์

จอมใจจอมยุทธ์ (Book and Sword: Gratitude and Revenge)

ประพันธ์โดย กิมย้ง
แปลโดย น. นพรัตน์
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ บรรณกิจ พิมพ์ปี พ.ศ. 2522 เล่มปกอ่อน 24 เล่มจบ (เล่มเล็ก) เล่มปกแข็ง 6 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2538 (มีกล่อง) จำนวน 2 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 3 สพ สยามอินเตอร์คอมิกส์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2543 จำนวน 2 เล่มจบ

จัดเป็นหนังสือหายากในปัจจุบัน

กระบี่อั๊งฮวย

ประพันธ์โดย กิมย้ง
แปลโดย ประยูร พิศนาคะ
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ เพลินจิตต์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2503 จำนวน เล่มจบ (เล่มเล็ก)

เรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ (ภาษาจีนกลางว่า Shu Jian En Chou Lu แปลว่า ตำนานอักษรกระบี่) เป็นผลงานการประพันธ์เรื่องแรกในชีวิตการประพันธ์สุดยอดผู้ประพันธ์นิยายจีนกำลังภายในของฮ่องกง นาม กิมย้ง (จินหยง) เป็นยุทธจักรนิยายของกิมย้งซึ่งเป็นแนวที่ยังยึดติดกับขนบธรรมเนียมการแต่ง นิยายกำลังภายในแบบเก่าอยู่คือ ตัวเอกชายเป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม เป็นผู้นำชาวยุทธ์มีวิทยายุทธ์สูงส่ง ตัวเอกหญิงเป็นสตรีสาวสคราญโฉม ไร้เดียงสา สง่า สูงส่ง

Shu Jian En Chou Lu ในฉบับแปลภาษาไทย จำลอง พิศนาคะใช้ชื่อว่า กระบี่อั้งฮวยซึ่งตอนนี้คงหาอ่านได้ยาก ส่วนอีกสำนวนซึ่งเป็นสำนวนแปลที่แพร่หลาย คือ สำนวนของ น.นพรัตน์ แปลใช้ชื่อว่า จอมใจจอมยุทธ์

Shu Jian En Chou Lu (จอมใจจอมยุทธ์) เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์เช็ง (ชิง) รัชกาลของเคี่ยงล้งฮ่องเต้ (เฉียนหลงฮ่องเต้) ซึ่งกล่าวถึงตำนานที่ว่า เคี่ยงล้งฮ่องเต้ มีสายเลือดชาวฮั่น โดยในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์นี้ กล่าวว่า เฉียนหลงฮ่องเต้ เป็นพี่น้องร่วมอุทร ของ เฉินเจียลั่ว (ตั้งแกลก) ประมุขพรรคดอกไม้แดง ซึ่งนำเหล่าผู้กล้าพรรคดอกไม้ ตั้งปณิธาน ล้มล้างราชวงศ์เช็ง (ชิง) กอบกู้ราชวงศ์เหม็ง (หมิง)

รักลึกล้ำ ไม่ยั่งยืน
ขืนใจเป็น ต้องอัปยศ
สุภาพชนสำรวมตน
อุ่นละมุนประดุจหยก

“…หนุ่มสาวผูกพันรักมั่น มักเป็นที่ริษยาของภูติเทพ ดังนั้น เทพบุตรโฉมสคราญ มักไม่มีผลบั้นปลายอันสุขสม มิสู้สามัญชนคนธรรมดา ที่อยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่า…”

จื่อเกี่ยมอึงชิ้วลก (ซวูเจี้ยนเอินโฉวลู่ – Shu Jian En Chou Lu แปลว่า บันทึกอักษรกระบี่: บุญคุณ ความแค้น) เป็นนิยายวรยุทธเรื่องแรกของกิมย้ง เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) โดยพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อ (ซินหวั่นเป้า) และกิมย้ง ปรับปรุงแก้ไขงานเมื่อปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) มีการแปลภาษาไทยอยู่ 2 สำนวน คือ

1. กระบี่อั้งฮวย แปลโดย ประยูร พิศนาคะ แปลจากต้นฉบับเดิม ก่อนการแก้ไขปรับปรุง โดยใช้ชื่อการพิมพ์ครั้งแรกว่า กระบี่อั้งฮวย จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2503 โดยจัดอยู่ในชุด ซาบู๊เฮียบ (ในกลุ่มเดียวกัน ซาบู้เฮียบ คือเรื่องแรก นางโจรฮุ้นหนำ แปลมาจากเรื่อง เง็กเซียวงึ้นเกี่ยมกี่ แปลโดย จำลอง พิศนาคะ เรื่องที่สอง คือ เรื่อง ผู้กล้าหาญเล้งเกี้ยม แปลมาจากเรื่อง พวงเล้งเกี้ยมแคะตึ้ง แปลโดย นิยม โลหิตเสถียร และเรื่องที่สาม คือ กระบี่อั้งฮวย แปลมาจากเรื่อง จือเกี้ยมอิมชิ้วลก แปลโดย ประยูร พิศนาคะ) ต่อมาใน ฉบับพิมพ์เล่มเล็ก 22 เล่ม พ.ศ. 2510 ใช้ชื่อว่า บัลลังก์ทอง ปัจจุบันอาจจะหาอ่านได้ยาก เพราะยังไม่เห็นมีการพิมพ์เพิ่ม

2. จอมใจจอมยุทธ์ แปลโดยของ น. นพรัตน์ แปลจากต้นฉบับแก้ไขปรับปรุง ของ กิมย้ง ผู้ประพันธ์ ใช้ชื่อเรื่อง ยังพอหาซื้ออ่านได้ในปัจจุบัน

นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็น ภาษาอังกฤษ The Book and The Sword โดย Graham Earnshaw แปลจากต้นฉบับแก้ไขปรับปรุง ของ กิมย้ง

จอมใจจอมยุทธ์ เนื้อเรื่องได้เค้าจากตำนานที่เล่าขานกันว่า พระจักรพรรดิ์เคี่ยนหลงฮ่องเต้ (เฉียนหลงฮ่องเต้) แห่งราชวงศ์เช็ง (ชิง) มีสายเลือดจีน(ชาวฮั่น) แสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างอำนาจกับเชื้อชาตินิยม ตัวเอก คือ หัวหน้าหน่วยพรรคดอกไม้แดง (อั้งฮวยหวย) ทั้ง 14 คน อันมี ตั้งแกลก (เฉินเจียลั่ว) ประมุขพรรคดอกไม้แดง บ้อติ้งเต้าเจี้ยง ยูไลพันกรเตี่ยปั้วซัว (จ้าวป้านซาน) มืออสนีบาตบุ้นไถ่ไล้ (เหวินไท่หลาย) ปิศาทดำเซี้ยฮักจี่ ปิศาทขาวเซี่ยแป๊ะจี่ ขงเบ้งบู๊ฉื่อเทียนฮ้ง (สวีเทียนหง) เจดีย์เหล็กเอี้ยเซ้งเฮี๊ยบ (หยางฉิงเยี่ย) เสือดาวเก้าชีวิตอ้วยชุนฮั้ว (เว่ยชุนฮวา) เจียงหลังค่อมเจียงจิ่ง ดาบนกเป็ดน้ำลกเปีย (ลั่วปิง) ภูติพบกำสรวลเจี๊ยะซังเอ็ง (สือซวงอิง) จรเข้หัวทองแดงเจี่ยสี่กึง และ บัณฑิตขลุ่ยทองอื้อฮื้อตั้ง (อวี่อวี๋ถง) ที่ พยายามต่อต้านราชวงศ์เช็ง ฟื้นฟูราชวงศ์เหม็ง(หมิง)

ตอนต้นของนิยายเรื่องนี้ผู้แต่งได้รับอิทธิพลจากเรื่อง อ่อโฮ่วชังเล้ง (ว่อหู่ฉังหลง – เสือหมอบมังกรซ่อน ของ เฮ้งโต้วโล้ว (หวางตู้หลู่) นักเขียนนิยายจีนวรยุทธรุ่นก่อน เรื่องเสือหมอบมังกรซ่อน นี้ ได้สร้างเป็นภาพยนตร์ Crouching Tiger, Hidden Dragon กำกับโดย อังลี ได้รับรางวัลออสการ์ ซึ่งจะเห็นได้จากในภาพยนตร์ ที่ เหมยหว่อง (จางจือยี) บุตรี ขุนนางผู้เอาแต่ใจ และกำลัง ถูกจับคลุมถุงชน แต่งงานกับชาย ที่พ่อ แม่จัดหา ให้ มีความคล้ายคลึงกับ ตัวละคร ลี้ง้วนจี้ ในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์นี้มาก ทั้งความเป็นมา และ นิสัยใจคอ

การเปิดหรือนำตัวละครเข้าสู่เนื้อเรื่องได้รับอิทธิพลมาจากเรื่อง สามก๊ก (ซานกวั๋ว) บางตอนในเรื่องเมื่อเขียนครั้งแรกลงในหนังสือพิมพ์นั้น แสดงให้เห็นอิทธิพลของศิลปะการแต่งนิยายของตะวันตกอย่างชัดเจน แต่ในฉบับปรับปรุงแก้ไขลักษณะที่ว่านี้หายไป แสดงว่าผู้แต่งมีความจัดเจนเขียนได้แยบยลขึ้น

อัจฉริยปิศาจ โก้วเล้ง (กู่หลง) ได้กล่าวถึง เรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ ไว้ว่า

“…ในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ ตอนที่บรรยายถึง เหวินไท้หลาย (มืออสนีบาต บุ๋นไท่ไล้) หลบหนีการตามล่าของทหารแมนจู ไปที่บ้านของ โจวจงอิง (จิวตงเอ็ง) ซ่อนตัวอยู่ในบ่อน้ำโบราณ แล้วถูก โจวเจี้ยนผิง (จิวเกี่ยมเพ้ง) บุตรชายคนเล็กของ จิวตงเอ็งขายความลับไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพียงเพื่อแลกกับกล้องส่องทางไกลอันหนึ่ง เมื่อจิวตงเองทราบความแล้วจึงโกรธมาก ถึงกับพลั้งมือสังหารบุตรชายที่เหลือเพียงคนเดียวของตนไปเสีย

ตอนนี้เกือบจะเป็นร่างแปลงของเรื่องสั้นที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งของ Prosper Merimee นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝร่งเศส เพียงแต่เปลี่ยนนาฬิกาทองคำเป็นกล้องส่องทางไกลเสียเท่านั้น

แต่ทว่าเรื่องนี้ไม่อาจจะลบเลือนพลังสร้างสรรค์ของกิมย้งได้เนื่องเพราะเขาได้หลอมรวมเรื่องนี้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับการสร้างสรรค์ของตน ดูไปแล้วมิใช่จะทำกันได้ง่ายๆ เมื่อเทียบกับต้นตอเรื่องสั้นของ Prosper Merimee แล้ว เรื่องจอมใจจอมยุทธ ของกิมย้ง ออกจะสะเทือนใจผู้คนเสียยิ่งกว่าด้วยซ้ำ…”

กิมย้ง ได้กล่าวถึง เรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ ไว้ในคำตามท้ายเรื่องว่า…

จือเกี่ยมอึงชิ้วลก (จอมใจจอมยุทธ์) เป็นยุทธจักรนิยายเรื่องแรกของข้าพเจ้า เขียนเมื่อ ค.ศ. 1955

ข้าพเจ้าเป็นชาว เมืองไฮ้เล้ง มณฑลจิกัง ระหว่างอยู่ที่บ้านเกิด ก็ได้ยินตำนาน เรื่องราวของเคี่ยงล้งฮ่องเต้ ระหว่างการฝึกวิชาลูกเสือ เคยตั้งค่ายพักแรมที่ริมเขื่อน ซึ่ง เคี่ยงล้งฮ่องเต้ (เฉียนหลงฮ่องเต้) ทรงสร้างขึ้น ยามค่ำคืนมองดูระลอกคลื่นหนุนโถมมา ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่นำเอาตำนานเรื่องราวที่ประทับใจที่สุด มาเขียนในยุทธจักรนิยายเรื่องแรก แต่ตั้งแกลก เป็นตัวละครที่ข้าพเจ้าปั้นแต่งขึ้น เฮียงเฮียงกงจู้ (เซียงเซียงกงจู่) ก็ไม่มีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ เคี่ยงล้งฮ่องเต้ มีพระสนมองค์หนึ่ง มีนามว่า เฮียงฮุย (เซียงเฟย – พระสนมหอม) เฮียงเฮียงกงจู้ ย่อมงดงามกว่า เฮียงฮุย มากนัก

ในสมัย ราชวงศ์เช็ง (เป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน ปกครองโดยชาวแมนจู) เมืองไฮ้เล้ง อยู่ในการปกครองของนครฮั่งจิว เป็นเมืองเล็ก ๆ ริมทะเล และเป็นสถานที่ซึ่งมีคลื่นทะเลหนุนจนเลื่องลือ บุคคลมีชื่อเสียงในยุคหลัง เช่น เฮ้งก๊กยุ่ย (1) เจี่ยแป๊ะลี้ (2) ฉื่อจี่ม่อ (3) ล้วนป็นชาวไฮ้เล้ง ในนิสัยใจคอของพวกท่านเหล่านั้น ล้วนแฝงสีสรรอันหมองหม่นและความเศร้าสร้อย ทั้งดื้อดึงยืนกรานอยู่หลายส่วน ตั้งแกลกอาจมีเงาของพวกท่านเหล่านี้อยู่บ้าง

จากการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ เม่งซิม ลงความเห็นว่า คำเล่าลือที่ว่า เคี่ยงล้งฮ่องเต้ ทรงสืบเชื้อสายของตระกูลตั้งเมืองไฮ้เล้ง ไม่ควรแก่การเชื่อถือ ที่ว่า พระสนมเฮียงฮุย ถูกฮองไทเฮาทำร้ายถึงแก่สิ้นพระชนม์ ก็ไม่เป็นความจริง นักประวัติศาสตร์ย่อมไม่ชมชอบต่อคำเล่าลือที่ขาดหลักฐาน แต่ผู้เขียนนวนิยายชมชอบเป็นพิเศษ

เคี่ยงล้งฮ่องเต้ ทรงสร้างเขื่อนที่เมืองไฮ้เล้ง ด้วยพระอุตสาหะวิริยะ จวบจนสำเร็จลุล่วง นับว่าเอื้ออำนวยประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร์ ข้าพเจ้าแต่งเติมบทบาทของพระองค์เกินไป บางครั้งรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง บทกลอนพระราชนิพนธ์ของพระองค์แต่งได้ไม่ดีนัก ความจริง ไม่มีความสำคัญเท่าใด เพียงแต่ข้าพเจ้าเมื่อวัยเด็ก เห็นหลักศิลาจารึกบทกลอนพระราชนิพนธ์ของพระองค์อยู่ทั่วเมืองไฮ้เล้ง และนครฮั่งจิว จึงบังเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบขึ้นในใจ

นอกจากวัยเด็กที่หัดคัดลายมือแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยหัดประดิษฐ์อักษรมาก่อน ชื่อเรื่อง และนามปากกาที่เขียนบนหน้าปกไม่ควรแก่การพิจารณา ของนักเขียนลายพู่กัน

เรื่องนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกทางหน้าหนังสือพิมพ์ หลังจากนั้นจัดพิมพ์รวมเล่มขึ้น บัดนี้แก้ไขปรับปรุง ตัดทอนตรวจตราแล้วจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ แทบทุกประโยคล้วนผ่านการแก้ไข บางครั้งระหว่างที่ตรวจบรู๊ฟ เป็นคำรบสาม ยังแก้ไขจนเลอะเทอะวุ่นวาย

สำหรับ ตั้งแกลก, บ้อติ้งเต้าเจี้ยง, เตี่ยปั่วซัว เหล่าจอมยุทธพรรคดอกไม้แดง ตลอดจนฮกคังอัน ยังมีบทบาทปรากฏอยู่ในเรื่อง จิ้งจอกอหังการ ด้วย

——————————————————————————–

(1) เฮ้งก๊กยุ่ย (ชาตะ ค.ศ.1877 มรณะ ค.ศ.1927) เป็นบัณฑิตสมัยราชวงศ์แมนจู ศึกษาวิชาปรัชญาและวรรณกรรม กระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายที่พระราชวังอี้เหอหยวนกรุงปักกิ่ง

(2) เจี่ยแป๊ะลี้ (ชาตะ ค.ศ.1882 มรณะ ค.ศ.1938) เป็นชายชาติทหารผู้รักชาติ เมื่อครั้งเกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อขอความสนับสนุน

(3) ฉื่อจี่ม่อ (ชาตะ ค.ศ.1896 มรณะ ค.ศ.1931) เป็นนักกวีนามอุโฆษ เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียสหรัฐอเมริกา กับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ มีผลงานทั้งบทกวี นวนิยาย และความเรียงปกิณกะมากมาย

นิยายเรื่องนี้ทำให้กิมย้ง ติดอันดับในยุทธจักรนิยายวรยุทธทันที เป็นพื้นฐานความสำเร็จในเรื่องต่อ ๆ ไป แต่มีข้อด้อยที่ตัวละครเอกไม่เด่น ความเด่นกลับไปตกอยู่กับหัวหน้าหน่วยพรรค ดอกไม้แดงทั้งหมด 14 คน ซึ่งมี ตั้งแกลก (เฉินเจียลั่ว)ตัวเอกของเรื่อง เป็นหัวหน้าใหญ่ แม้ผู้แต่งจะพยายยามเน้นให้ประมุขพรรค คือ ตั้งแกลก เด่นกว่าคนอื่นก็ตาม แต่ไม่ถึงกับประทับใจผู้อ่านมากนัก แต่กระนั้นก็ยังจัดเป็นวรรณกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

นอกจากภาษาที่สละสลวย พร้อมทั้งมีเกร็ดประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์ชิง ที่เป็นเรื่องเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับ ตำนานของเฉียนหลงฮ่องเต้ที่ว่ามีสายเลือดของชาวฮั่น อีกทั้งเรื่องราวของพระเทวีหอม เซียงเฟย พระสนมคนหนึ่งของเฉียนหลงฮ่องเต้ ด้วยฉากรักอันวาบหวามรัญจวนของ เฮียงเฮียงกงจู้กับตั้งแกลกที่ริมน้ำ ด้วยฉากสะเทือนใจที่ตั้งแกลก กล่อมใจ คนรักเฮียงเฮียงกงจู้ให้ยอมเป็นสนมของเฉียนหลงฮ่องเต้ ด้วยฉากเศร้าที่เฮียงเฮียงกงจู้ต้องฆ่าตัวตายเพื่อแจ้งเหตุให้แก่คนรัก ล้วนแล้วแต่ทำให้ จอมใจจอมยุทธ์เป็น ยุทธจักรนิยายที่น่าอ่านเรื่องหนึ่ง

ใน คำตาม ที่ กิมย้งเขียนไว้ตอนท้ายของเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ ซึ่ง น.นพรัตน์ แปลไว้ มีข้อความตอนหนึ่ง ที่กล่าวถึง เฮียงเฮียงกงจู้ (เซียงเซียงกงจู่ – องค์หญิงหอม) ว่า

“เฮียงเฮียงกงจู้ ก็ไม่มีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ เคี่ยงล้ง (เฉียนหลง) มีพระสนมองค์หนึ่ง นาม เฮียงฮุย (เซียงเฟย) เฮียงเฮียงกงจู้ ย่อมงามกว่า เฮียงฮุยมากนัก…ที่ว่าพระสนม เฮียงฮุย ถูกฮองไทเฮาทำร้ายถึงแก่ชีวิต ก็ไม่เป็นความจริง นักประวัติศาสตร์ย่อมไม่ชมชอบต่อคำเล่าลือที่ขาดหลักฐาน แต่ผู้เขียนนิยายชมชอบเป็นพิเศษ”


Huo Qing Tong, Qian Long, Xiang Xiang Gongzhu, Chen Jia Luo

จากคำตามของ กิมย้ง ที่เขียนไว้ และบทบาท ของเฮียงเฮียงกงจู้ ในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ คล้ายคลึงกับ เฮียงฮุย แสดงให้เห็นว่า กิมย้ง นำเอาประวัติของ เฮียงฮุย มาเสริมเติมแต่งเป็นตัวละคร เฮียงเฮียงกงจู้

แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังขากันอยู่ว่า เฮียงฮุย(เซียงเฟย) นั้น มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์หรือไม่?

เฉียนหลงฮ่องเต้ (ปี ค.ศ. 1735 – 1795) ได้สดับว่า พระเทวีแห่งอิสลามที่แคว้นเผ่าหุย (อยู่ทางตอนใต้ของภูเขาเทียนซาน) ซึ่งรู้จักกันในนามของ เซียงเฟย (พระเทวีหอม) เนื่องจากกายของนางมีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ และมีสิริโฉมเลอเลิศ จึงให้ขุนพลยกทัพไปปราบแค้วนคัชกัล นำเซียงเฟย มาถวายพระองค์ ซึ่งในเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์นี้ เฮียงเฮียงกงจู้ ก็เป็นราชธิดาของ ประมุขชนเผ่าที่นับถือศาสนาอิสลาม อยู่ทางตอนใต้ของ ภูเขาเทียนซานเช่นกัน

เมื่อเข้าวังแล้ว เซียงเฟยไม่ยินยอมเป็นพระสนม เฉียนหลงฮ่องเต้จึงทรงให้นางกำนัลเข้าเกลี้ยกล่อม แต่เซียงเฟยกลับล้วงกริชซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาประกาศแก่เหล่านางสนมกำนัลว่า หากเฉียนหลงฮ่องเต้ยังทรงบังคับใจนางอีก ก็จะฆ่าตัวตาย เฉียนหลงฮ่องเต้ไม่ประสงค์จะข่มเหง น้ำใจและใครจะให้นางเปลี่ยนใจเอง ดังนั้น เพื่อเอาใจเซียงเฟย จึงทรงให้สร้างโบสถ์อิสลามและบ้านเรือนทรงเดียวกับบ้านเกิดของนางขึ้นที่ด้านหน้าพระตำหนักที่เซียงเฟยประทับอยู่ เป็นเหตุให้พระราชชนนี (ฮองไทเฮา)ไม่พอพระทัย และทูลเฉียนหลงฮ่องเต้ให้ส่งนางกลับบ้านเดิม หรือมิฉะนั้นก็พระราชทานความตาย แก่นาง เป็นหลายครั้งหลายครา

อยู่มาวันหนึ่งเฉียนหลงฮ่องเต้เสด็จออกพิธีบวงสรวงเทพตามราชประเพณี มิได้ประทับอยู่ใกล้กับเซียงเฟย พระราชชนนี (ฮองไทเฮา) จึงพระราชทานความตายแก่เซียงเฟย ตามที่นางขอ กว่าเฉียนหลงจะเสด็จกลับ เซียเฟยก็ถึงแก่กรรมเสียแล้ว แต่ร่างกายยังอุ่นอยู่ ใบหน้ายิ้มละไมด้วยความพอใจ เฉียนหลงฮ่องเต้ทรงอับจนพระปัญญา จึงได้แต่จัดการพิธีศพให้นางอย่างสมเกียรติ เยี่ยงพระศพวรราชเทวี

เรื่องราวของ โศกนาฏกรรมของ เซียงเฟย ได้บรรยายไว้อย่างละเอียด ใน เกร็ดพงศาวดารราชสำนักชิง และยังได้นำไปดัดแปลงเป็นบทงิ้วออกนำแสดงอีกด้วย

หลักฐานที่ยืนยันว่า เซียงเฟยมีตัวตนจริงยังมี ภาพวาดของเฉียนหลงฮ่องเต้กับเซียงเฟยเสด็จออกล่าสัตว์ และ ภาพเซียงเฟยประทับอยู่ใต้ต้นไม่ ของ บาทหลวง ฟาเธอร์ ลังส์นิง ชาวอิตาลีอีกทั้งที่คัชกัล มีสิ่งก่อสร้างสง่างามตามรูปแบบอิสลามอยู่หลังหนึ่ง เขียนไว้ว่า สุสานเซียงเฟย

จากคำเล่าลือของชาวพื้นเมือง เซียงเฟย เป็นธิดาของประมุขแห่งศาสนาอิสลาม เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1734 กล่าวกันว่าในช่วงเวลาที่ฤดูใบไม้ผลิย่างเข้าฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ดอกไม้บานสะพรั่ง เซียงเฟยจะเด็ดดอกพุทรา ซึ่งมีเฉพาะทะเลทรายมาเสียบผม เวลาเดินไปไหนก็จะส่งกลิ่นหอม จึงได้ชื่อว่า เซียงเฟย ที่แปลว่า เทวีหอม ปี ค.ศ. 1756 เซียงเฟยอายุ 22 ปี มีสิริโฉมงดงาม จึงได้รับเลือกเป็นราชเทวีของเฉียนหลงฮ่องเต้ เมื่อเซียงเฟยเข้าวังแล้ว ได้ทูลขอต่อเฉียนหลงฮ่องเต้ว่า หากนางถึงแก่กรรมให้ฝังศพนางไว้ที่บ้านเกิด ดังนั้น เมื่อเซียงเฟยเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 29 ปี ใน ค.ศ. 1763 เฉียนหลงฮ่องเต้ทรงปฏิบัติตามที่นางขอร้อง โดยได้ส่งพระศพของเซียงเฟยกลับคัชกัล ฝังไว้ในสุสาน นาม เซียงเฟย

คำเล่าลือนี้แม้ว่า แพร่หลายมาก แต่ใน ต้นฉบับประวัติราชวงศ์ชิง ภาคชีวประวัติพระสนม กลับไม่ปรากฏชื่อเซียงเฟย ทำให้โศกนาฏกรรมเป็นปริศนาชวนให้สงสัยยิ่ง?

บ้างเห็นว่าเซียงเฟยคือหรงเฟย

ใน ต้นฉบับประวัติราชวงศ์ชิง ภาคชีวประวัติของพระสนม เขียนว่า “… หรงเฟย พระสนมคนหนึ่งของเฉียนหลงฮ่องเต้ เป็นบุตรเหอจั๋ซื่อ ซึ่งเป็นชาวอุยกูร์…” และในบัญชีรายชื่อคนและสิ่งของที่ทางการราชสำนักชิง พระราชทานข้าวของเงินทองแก่ญาติสนิทของ หรงเฟย มีชื่อ ทูรตู, ภริยาทูรตู และ บัลซา เป็นต้น เมื่อนักวิชาการบางท่านสำรวจระเบียนตระกูลของเซียงเฟยที่คัชกัล พบว่า ทูรตู คือ พี่ชายของเซียงเฟย และ บัลซา เป็นอาของนาง ดังนั้น จึงวินิจฉัยว่า เซียงเฟยในคำเล่าลือ ก็คือ หรงเฟย ที่มีชื่ออยู่ใน ต้นฉบับบประวัติราชวงศ์ชิง ภาคชีวประวัติพระสนม นั่นเอง

พี่ชายของเซียงเฟยมีความดีความชอบในการช่วยราชสำนักชิง ปราบกบฏ จึงได้รับพระราชโองการให้เข้าเฝ้าเมื่อปี ค.ศ. 1759 และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าฝู่กว๋อกง เวลานั้น เซียงเฟยติดตามพี่ชายเข้ากรุงปักกิ่ง ต่อมาไม่นานได้เข้าวัง และเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เฉียนหลงยิ่งนัก ฮองไทเฮา ก็ทรงพอพระทัย จึงได้เลื่อนเป็นพระสนมลำดับที่สาม ทั้งเฉียนหลงฮ่องเต้ก็ทรงเคารพในขนบธรรมเนียมประเพณีทางบ้านเดิมของนาง ทรงอนุญาติให้นางแต่งกายตามแบบชนเผ่าชายแดน และปฏิบัติตนตามศาสนาอิสลามในการกินการอยู่ได้ เช่น กินแต่เนื้อแกะและไก่ ไม่กินเนื้อหมู เป็นต้น

สำหรับในเรื่องที่ว่า เซียงเฟยถึงแก่กรรมเมื่อใด และ พระศพฝังไว้ที่ใหน นั้น ใน ผลการสำรวจเกี่ยวกับพระสนมเซียงเฟย เขียนว่า ตงหลิง (คือสุสานราชวงศ์ชิง อยู่ที่อำเภอจุนฮวา มณฑลเหอเป่ย ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันออก 125 กิโลเมตร) มีสุสานของเซียงเฟย แต่พระนามเจ้าของสุสานบนแผ่นศิราเขียนว่า สุสานหรงเฟย เห็นได้ว่า พระศพของเซียงเฟย ฝังอยู่ที่สุสาน ตงหลิง

บางส่วนจากคำอธิบายในหนังสือสกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก

จือเกี่ยมอึงชิ้วลก (ซูเจี้ยนเอินโฉวลู่) จำลอง พิศนาคะ แปลเป็นคนแรก ใช้ชื่อไทยว่า กระบี่อั๊งฮวย ภาพยนตร์โทรทัศน์ชื่อเรื่อง จอมใจจอมยุทธ์ น.นพรัตน์แปลใหม่ใช้ชื่อเดียวกับภาพยนตร์โทรทัศน์ วีดีโอเทปใช้ชื่อ ตำนานอักษรกระบี่ ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับชื่อภาษาจีนมากที่สุด จือแปลว่าหนังสือ เกี่ยมแปลว่ากระบี่ อึงแปลว่าบุญคุณ ชิ้วแปลว่าความแค้น ลกแปลว่าบันทึก

เรื่องนี้เป็นนิยายกำลังภายในเรื่องแรกของกิมย้ง แต่งเมื่อ พ.ศ.2498 เนื้อเรื่องได้เค้าจากตำนานที่เล่าขานกันว่าจักรพรรดิเฉียนหลงมีสายเลือดจีน แสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างอำนาจกับเชื้อชาตินิยม ตัวเอกคือสมาชิกสมาคมดอกไม้แดง (อั๊งฮวยหวย) ที่พยายามต่อต้านราชวงศ์เช็งและคิดฟื้นฟูราชวงศ์เหม็ง

ตอนหนึ่งในบันทึกประจำวันของ ป๋อจุ้น ผู้มีหน้าที่อารักขาสุสานราชวงศ์ชิง และเฝ้าจุดยุทธศาสตร์กำแพงเมืองจีน ได้พูดถึงรายพระนามของพระมเหสีและพระสนมรวม 36 องค์ที่ฝังรวมอยู่กับพระสวามี คือ เฉียนหลงฮ่องเต้ในยิวหลิง (สุสานของเฉียนหลงฮ่องเต้) และได้พูดถึง หรงเฟยไว้ว่า “…หรงเฟยเป็นธิดาของเจ้าแคว้นหุย และได้ถวายตัวแก่เฉียนหลงฮ่องเต้นางชอบการขี่ม้า มักแต่งชุดทหารม้าออกไปกับฮ่องเต้เสมอ และสามารถใช้ธนูล่าสัตว์ได้ เป็นที่โปรดปรานของเฉียนหลงฮ่องเต้ตลอดเวลา 20 ปี คนสมัยนี้เล่าลือกันว่า เฉียนหลงฮ่องเต้ทรงหลงไหลพระสนมนางหนึ่งชื่อเซียงเฟย จากการสำรวจของเหมิ่งซินสือ (เม่งซิม ที่ปรากฏใน คำตามของกิมย้ง) พิสูจน์ว่า เซียงเฟยก็คือหรงเฟยนั่นเอง…”

หลังจากการสำรวจสุสานหรงเฟย ที่ตงหลิง แล้ว นักวิชาการบางท่าน พบว่า บนฝาหีบศพและข้างหีบศพมีลายมือตัวอักษรอาหรับสีทอง ซึ่งยังพอจะอ่านออกได้บ้างบางตัว เช่น “…ภายใต้พระนามของพระอัลเลาะห์..” เป็นต้น การค้นพบนี้ทำให้มั่นใจได้ว่า นี่คือสุสานของเซียงเฟย และ หรงเฟยกับเซียงเฟยคือคนคนเดียวกัน

จากเรื่องที่เล่าลือกันว่า ฮองไทเฮา ทรงสงสารเซียงเฟยที่ไม่มีความสุข จึงพระราชทานความตายแก่นางนั้น ความเป็นจริงก็คือ เซียงเฟยได้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 55 ปีซึ่งเป็นปีที่ 53 แห่งรัชสมัยของเฉียนหลงฮ่องเต้ (ปี ค.ศ. 1788) ตอนนั้นฮองไทเฮาสิ้นพระชนม์นานแล้ว จากช้องผมยาว ๆ ที่หาได้สุสานหรงเฟยที่ ตงหลิง จะพบว่าในกลุ่มเส้นผมสีน้ำตาลแก่แซมด้วยเส้นผมสีขาวยาวมาก อันเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีทีเดียว ว่า เซียงเฟยถูกฮองไทเฮาทำร้ายถึงแก่ชีวิตนั้น ไม่เป็นความจริง

“…ไม่ทราบใยต้องต่อสู้กันเช่นนี้ ทั้งหมดอยู่ร่วมกันโดยสันติ ผ่านชีวิตอย่างรื่นรมย์ มิใช่ประเสริฐยิ่งหรอกหรือ คนผู้หนึ่งเสพย์สุขอยู่ทุกวัน ยังไม่ทราบนั่นคือความสุข มักไขว่คว้าหาสิ่งที่อยู่ไกลถึงขอบฟ้า หาทราบไม่ว่า สิ่งล้ำค่าที่สุดอยู่ที่ข้างกาย …”

นิราศระทมทุกข์ เภทภัยไร้ที่สุด
บทเพลงสิ้นอวสาน จันทร์กระจ่างแหว่งเว้า
ในนครวังเวง ฝังไว้ด้วยเลือดเขียว
ความเขียวก็มีวันเจือจาง
โลหิตก็มีวันเหือดแห้ง
วิญญาณสวยงามลอยละล่อง
มลายกลายเป็นผีเสื้อ….

ชื่อตัวละคร (แต้จิ๋ว) / (จีนกลาง) / (พินอิน)
ตั้งแกลก เฉิน เจีย ลั่ว Chen jia luo
เคี่ยนล้งฮ่องเต้ เฉียน หลง Qian long
ฮกคังอัน ฝู คัง อาน Fu kang an
ดาบนักเป็นน้ำลกเปีย ลั่ว ปิง Luo bing
ลี้ง้วนจี้ หลี่ ฮวน จื่อ Li huan zhi
ฮาซิลโซม ฮั่ว ชิง ถง Huo qing tong
เฮียงเฮียงกงจู้ เซียงเซียงกงจู่ Xiang xiang gong zhu
บัณฑิตขลุ่ยทองอื้อฮื้อตัง อวี๋ อวี๋ ถง Yu yu tong
มืออสนีบาตบุ้นไถ่ไล้ เวิน ไท่ หลาย Wen tai lai
ยูไลพันกร เตี่ยปั้วซัว เจ้า ป้าน ซาน Zhao ban shan
เข็มในสำลี เล็กฮุยแช ลู่ เฟย ชิง Lu fei qing
ตุลาการมืออัคคี เตียเตี่ยวเต้ง จางเจ้าจ้ง Zhang zhao zhong
ฉื่อเทียนฮ้ง สวี เทียน หง Xu tian hong
มูโจดุล มู่ จั๋ว หลุน Mu zhuo lun
แม่ทัพลี้คอซิ่ว หลี่เข่อซิ่ว Li3 ke3 xiu
จิวอี โจว ฉี่ Zhou qi
เจี๊ยะซังเอ็ง สือ ซวง อิง Shi shuang ying

ชมคลิบจากภาพยนต์ชุด ตำนานอักษรกระบี่ครับ

มังกรทลายฟ้า (มังกรทอง)

มังกรทลายฟ้า

ชื่อภาษาอังกฤษ Way of the Heroes, Ode to the Gallantry
ชื่อภาษาไทย มังกรทอง, เทพบุตรทลายฟ้า, มังกรทลายฟ้า

หลังจากกิมย้ง จบ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ก็ต่อด้วย เฮียบแขะเห็ง (Xia Ke Xing) แปลตรงตัวว่า จริยะวีรบุรุษ เป็นเรื่องความยาวขนาดกลาง เรื่องที่ 12 นับเป็นการผ่อนคลาย ก่อนบรรเลง ยิ้มเย้ยยุทธจักร

จำลอง พิศนาคะ แปลเรื่อง เฮียบแขะเห็ง (Xia Ke Xing) เป็นเจ้าแรก ใช้ชื่อ มังกรทอง เล่มเล็ก 20 เล่มจบ จัดพิมพ์โดย สพ เพลินจิตต์ เมื่อ ปี 2510

น. นพรัตน์ หยิบเรื่องนี้มาแปล เมื่อ ปี พ.ศ. 2521 ใช้ชื่อ เทพบุตรทลายฟ้า เล่มเล็ก 20 เล่มจบเช่นกัน จัดพิมพ์โดย สพ บรรณกิจ ในปี 2532 สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง เอามาพิมพ์ และแปลี่ยนชื่อ เป็น มังกรทลายฟ้า

มังกรทลายฟ้าเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มอนาถา ไม่รู้จักแม้กระทั่งตัวหนังสือ แต่ด้วยวาสนาจริยา ช่วยให้ร่ำเรียนยอดวิชาได้ เหนือสิ่งอื่นใคคือจิตใจที่บริสุทะดีงาม ส่งเสริมและปกป้องให้รอดปลอดภัยและประสพความสำเร็จ ยังมีเรื่องเรื่องราวของความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตร ความรักของหญิงสาวต่อชายหนุ่มที่บางครั้งยากจะเข้าใจ มรดกวิทยายุทธที่เลิศล้ำที่จริยะวีรบุรุษอย่างเด็กหนุมอนาถาที่ไม่รู้หนังสือผู้นี้เท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้รับ

เข้าใจว่าที่เปลี่ยนชื่อเพราะตัวเอกไม่ได้มีบุคคลิก “เทพบุตร” หากเป็น “มังกร” กลับพอคล้ายบ้าง ส่วนคำว่าทลายฟ้านั้น มาจากชื่อ เจี๊ยะพั่วเทียน (เจี๊ยะเป็นแซ่ พั่วเทียนแปลว่าทลายฟ้า) ชื่อตัวเอกในเรื่อง แต่คุณจะเจอชื่อที่มารดาเรียกมัน “ไอ้ลูกสำส่อน” อ่านแค่ตรงนี้ ก็ชวนฉงนแล้ว คนอะไรชื่อ ไอ้ลูกสำส่อน แถม ชื่อจริงว่าอะไรก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ

เรื่องนี้สนุกมาก ๆ อ่านแล้วต้องอมยิ้ม และบางตอนต้อง หัวเราะออกมาดัง ๆ ตั้งหลายครั้ง

เรื่องนี้เป็นเรื่องของฝาแฝดที่มีอุปนิสัยแตกต่างกัน คนหนึ่งสัตย์ซื่อ อีกคนหนึ่งเลวทราม กิมย้งแสดงให้เห็นว่า คนดีฟ้าคุ้มครองอย่างไร

มังกรทลายฟ้า, เทพบุตรทลายฟ้า
ผู้แต่ง กิมย้ง
ผู้แปล น. นพรัตน์

พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ บรรณกิจ พิมพ์ปี พ.ศ. 2521 เล่มเล็ก 20 เล่ม รวมเล่มปกแข็ง 5 เล่มจบ ใช้ชื่อ “เทพบุตรทลายฟ้า”
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง พิมพ์ปี พ.ศ. 2532 จำนวน 4 เล่มจบ อาจยังมีจำหน่าย ฉบับพิมพ์นี้ ท้ายเล่ม 4 มีแถมเรื่องสั้น อวงเอียตอ ที่ประพันธ์โดยท่านกิมย้งที่หาอ่านได้ยาก
พิมพ์ครั้งที่ 3 สพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 2 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 4 สพ สยามอินเตอร์คอมิกส์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2544 จำนวน 2 เล่มจบ อาจยังมีจำหน่าย

หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือหายากเสียแล้วล่ะครับ เพราะโอกาสที่จะพิมพ์ใหม่ใน 3-4 ปี นี้ แทบไม่มีเลย เรื่อง อุ้ยเซี่ยวป้อ ซึ่งดังกว่า ยังไม่มีการพิมพ์ใหม่เลย เพราะการพิมพ์ผลงานของนักเขียนดังๆ อย่าง กิมย้ง โก้วเล้ง โดยสยามมัลติมีเดีย นี่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ คำนวณแล้วมันคงไม่คุ้มเขาเลยไม่พิมพ์ออกมา

ถ้าหาสำนวน ของ น. นพรัตน์ อ่านไม่ได้ ลองอ่านสำนวนแปลของจำลอง พิศนาคะดู อ่านได้สนุกเหมือนกันสำหรับเรื่องนี้ ผมอ่านของ จำลอง ก่อน สำนวน ของ น. ยังรู้ลึกว่า สำนวน ของจำลอง ก็อ่านได้สนุก

เรื่องนี้ สนุก แฝงอารมณ์ขัน อ่านแล้วอดไม่ได้ที่ต้องอมยิ้ม มีท่านกิมย้งท่านเดียวที่เขียนเรื่องแฝงอารมณืขันได้สนุกขนาดนี้

บางส่วนจากคำอธิบายในหนังสือสกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก

เฮี้ยบแขะเฮ้ง (เสียเค่อสิง) เรื่องนี้มีฉบับแปลของ น.นพรัตน์ ชื่อไทยว่า “เทพบุตรทลายฟ้า” เป็น การตั้งชื่อใหม่ตามลักษณะตัวเอกในเรื่อง ถ้าแปลให้ใกล้เคียงชื่อจีนน่าจะเป็น “จริยาจอมยุทธ์” เรื่องนี้เป็น เส้นทางน้อยที่กิมย้งแหวกไปสู่ทางใหญ่สายใหม่ ไม่ใช่งานเด่นแต่มีประดิษฐการใหม่ แสดงให้เห็นว่ากิมย้ง เป็นนักเขียนที่ไม่ยอมย่ำรอยตัวเองเลย ก้าวใหม่จะสั้นยาวประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ต้องก้าวออกไป

ข้อเด่นอีกประการหนึ่งของเรื่องนี้คือบทบาทของตัวละครหญิงที่ต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับชายฝาแฝด คู่หนึ่งซึ่งรูปร่างเหมือนกัน คนหนึ่งซื่อสัตย์จริงจังจนเป็นคนเครียด อีกคนหนึ่งกลอกกลิ้งมีมารยาน่ารัก ทั้งที่รู้ชัดแต่เธอผู้นี้ก็เลือกแฝดคนหลัง เรื่องนี้สะท้อนธรรมชาติที่ผู้หญิงหลายคนมักปฏิเสธได้อย่างสม จริงยิ่งนัก เหง่ยคังถึงกับฝากบอกผู้ชายทั้งโลกว่าอย่าเป็นคนเครียด มิฉะนั้นจะไม่มีโชคในเรื่องผู้หญิง

มังกรทอง

ผู้แต่ง กิมย้ง
ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ

พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ เพลินจิตต์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2510 จำนวน 20 เล่มจบ (เล่มเล็ก)
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2545 จำนวน 2 เล่มจบ สั่งซื้อ หรือสั่งที่นี่จะถูกกว่า

เพราะเรื่องราวความรักของบรรพบุรุษ หนุ่มน้อยผู้หนึ่งชะตาชีวิตจึงต้องเปลี่ยนผัน เจี๊ยะพั่วเทียน กลายเป็นคนต้องพลัดพรากจากครอบครัวมีชะตาชีวิตที่ลำบากขัดสน กลายเป็นเจ้าลูกสุนัขน้อยน่าเวทนา ท่องยุทธจักรโดยไร้กำลังฝีมือ อาศัยความสัตย์ซื่อถือธรรมะนำพาชีวิต มิทราบเป็นวาสนาหรือคราเคราะห์ เจ้าลูกสุนัขน้อยพลันกลายเป็นประมุขใหญ่แห่งเชี่ยงลักปัง ที่ใครพบพานต้องนอบน้อม

คำตามโดยท่านกิมย้ง (จากหนังสือมังกรทลายฟ้า ฉบับ SIC พิมพ์ครั้งที่สอง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2532 แปลโดยท่าน น.นพรัตน์)

เพราะบุคคลสองคน มีใบหน้าคลับคล้าย ก่อเกิดเป็นความเข้าใจผิดนานับประการ ตำนานเรื่องราวอันเก่าแก่เช่นนี้ ไม่อาจนับเป็นโครงเรื่องอันหนักแน่นในนวนิยายได้ แม้ว่าวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์เคยใช้พี่ชายน้องชาย ฝาแฝด พี่สาวน้องสาวฝาแฝดเป็นพล็อตเรื่องอยู่บ่อยครั้ง แต่ผลงานเหล่านี้ไม่อาจนับเป็นบทละครที่ดี ที่สุดของท่าน

นวนิยายเฮียบแขะเหง (มังกรทลายฟ้า) เรื่องนี้ ที่ข้าพเจ้าต้องการเขียนคือความรักความผูกพันที่เจี๊ยะเช็ง สองสามีภรรยามีต่อผู้บุตร ดังนั้นเจี๊ยะพั่วเทียนกับเจี๊ยะตงเง็ก มีเค้าหน้าคลับคล้ายหาใช่หลักสำคัญของ เรื่องไม่

เมื่อฤดูหนาวปี ค.ศ.1975 ในข้อเขียนที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่นิตยสารเม้งป่อรายเดือนครบรอบสิบปี ที่ใช้ หัวข้อเรื่องว่า “สิบปีแห่งเม้งง้วย (1) ร่วมยามนี้” ข้าพเจ้าได้ยกอ้างคำอธิษฐานต่อเทวรูปในศาลบูชาของ เจี๊ยะเช็งสองสามีภรรยา บัดนี้แก้ไขขัดเกลาต้นฉบับใหม่ อดน้ำตาคลอหน่วยไปกับข้อความท่อนนี้มิได้

การอธิบายที่เต็มฝืนนานัปการ มาเป็นผลเสียต่อเจตนาเดิมของผู้แต่ง กลับก่อเกิดเป็นข้อขัดข้องอย่างใหญ่หลวง เฮียบแขะเห็ง (มังกรทลายฟ้า) เขียนเมื่อสิบสองปีก่อน ก็มีความตั้งใจถ่ายทอดเจตนารมณ์นี้ ระหว่างนี้ศึกษาพระคัมภีร์พุทธศาสนา ยิ่งเน้นย้ำความรู้สึกดังกล่าว ในคัมภีร์ปัญญาบารมีของลัทธิมหายาน ตลอดจนคำสอนแห่งสัจธรรมของพระโพธิสัตว์เล้งชิ่ว (2) ล้วนพยายามล้างคำอรรถาธิบายต่างๆ เห็นว่า ข้ออธิบายทั้งหลายทั้งปวง รังแต่ทำให้ผู้ศึกษาบังเกิดความเพ้อเจ้อ ขัดกับการเห็นซึ้งถ่องแท้ ดังนั้นเน้น การ “ไม่ปรุงแต่ง” “ไม่ยึดอยู่” “ไม่กระทำ” “ไม่ประสงค์” มาตรว่าความคิดที่เป็นอกุศลไม่พึงมี ความคิดโดยชอบก็ไม่อาจมี ในคัมภีร์กิมกังเก็ง (3) มีคำกล่าวไว้ “ทุกสิ่งที่เป็นลักษณ์ล้วนเป็นความเพ้อเจ้อ” “ธรรมยังพึงสละ อย่าว่าแต่อธรรม” “ที่พระยูไลสอนไว้ไม่ควรยึดถือ ไม่พึงบอกกล่าว มิใช่ธรรม ไม่ใช่ธรรม” ก็ เกิดจากเจตจำนงดังกล่าวเอง

ระหว่างที่เขียน เฮียบแขะเห็ง (มังกรทลายฟ้า) กล่าวได้ว่าไม่ได้ทำความรู้จักกับพระคัมภีร์ในศาสนาพุทธ คัมภีร์กิมกังเก็ง (3) เพิ่งเริ่มท่องสวดเมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีก่อน การศึกษาวิชาปัญญาบารมีและ คำสอนแห่งสัจธรรม ยิ่งเป็นเรื่องเมื่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปีนี้ ย่อมไม่เข้าใจโดยลึกซึ้งถ่องแท้

กิมย้ง
กรกฎาคม 1977

(1) หมายถึงนิตยสารเม้งป่อรายเดือน
(2) ชื่อพระโพธิสัตว์ ถือจุติที่ชมพูทวีป หลังจากที่พุทธองค์ดับขันธ์ไป 700 ปี
(3) ชื่อพระคัมภีร์ที่แพร่หลายเล่มหนึ่ง มีชื่อเต็มว่า พระคัมภีร์กิมกังปัวเยียกปอล้อมิกเก็ง