“นารีแดง” ชื่อนี้ได้แต่ใดมา


Uploaded with ImageShack.us
ตอนที่แล้วพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับสุราจีนกันพอสังเขปแล้ว ในสัปดาห์นี้ อยากจะขอแนะนำเหล้าชื่อแปลกที่ฟังแล้วชวนฉงนสนเท่ห์ถึงที่มายิ่งนัก

“นารีแดง” เป็นชื่อเหล้าเหลืองประเภทหนึ่งของจีน หลายครั้งที่เหล่าจอมยุทธในนิยายกำลังภายในมักสั่งเหล้าชื่อแปลกนี้มาซดย้อมใจ และเมื่อไม่นานมานี้ได้ข่าวว่า คณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกได้ร่างรายการอาหารสำหรับต้อนรับนักกีฬา เจ้าหน้าที่รัฐ โดยในรายการประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น มีชื่อของเบียร์ชิงเต่า เหมาไถ และเหล้านารีแดงแห่งเส้าซิงรวมอยู่ด้วย


ออกเรือนมิอาจขาดนารีแดง
Uploaded with ImageShack.us

นารีแดง(女儿红-หนี่ว์เอ๋อร์หง) เป็นเหล้าฮวาเตียวที่ขึ้นชื่อของอำเภอเส้าซิง มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “เหล้าบุตรสาว” (女儿酒) ประกอบด้วย 6 รสชาติ ได้แก่ หวาน ฝาด เปรี้ยว ขม ร้อน และ กลมกล่อม

ในบันทึกตำราสมุนไพรแดนใต้ 《南方草木状》 สมัยราชวงศ์จิ้นได้ระบุไว้ว่า ในอดีตเมื่อคุณหนูสกุลสูงศักดิ์จะออกเรือน จะมีการนำเหล้านารีแดงเตรียมไว้ให้เจ้าสาวนำติดตัวไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงที่มาชื่อของนารีแดงด้วยว่ามาจากในอดีต อำเภอเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง มีช่างตัดเสื้ออยู่ผู้หนึ่ง เขาได้แต่งภรรยาเข้าบ้าน ก็เพื่อหวังจะมีบุตรชายไว้สืบสกุล และแล้ววันหนึ่งช่างตัดเสื้อได้ทราบว่าภรรยาของตนเองนั้นตั้งครรภ์ ก็ให้รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง จัดแจงซื้อเหล้าหลายไหกลับบ้าน เตรียมไว้รอลูกชายคลอดออกมาก็จะนำเหล้าเหล่านี้ออกมาเลี้ยงญาติสนิทมิตรสหาย

แต่คาดไม่ถึง ภรรยาของเขากลับให้กำเนิดบุตรสาว ในขณะนั้นสังคมจีนให้ความสำคัญกับลูกชายมาก มองไม่เห็นความสำคัญของลูกสาว ด้วยความโมโห ช่างตัดเสื้อจึงได้นำเหล้าทั้งหมดที่ซื้อมานำไปฝังไว้ใต้ต้นดอกกุ้ยฮวา

วันเวลาล่วงเลยผ่านไป บุตรสาวเติบโตเป็นสาวเต็มตัว ทั้งยังเฉลียวฉลาด สามารถเรียนรู้ศิลปะวิชาการปักผ้าจากผู้เป็นพ่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แถมยังมีฝีมือการปักดอกไม้ที่วิจิตรบรรจงงดงามอีก กิจการการค้าของร้านนับวันยิ่งดีวันดีคืน


เหล้านารีแดง
Uploaded with ImageShack.us

กระทั่งช่างตัดเสื้อคิดได้ว่าการให้กำเนิดลูกสาวไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกศิษย์คนโปรดของตน และลงทุนจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวอย่างยิ่งใหญ่ และในวันแต่งงานนั้นเอง ช่างตัดเสื้อนึกขึ้นได้ถึงเหล้าที่ฝังอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวาหลายสิบปี จึงได้นำเอาเหล้าออกมาให้แขกเหรื่อได้ลิ้มรส ปรากฏว่าแค่เพียงเปิดฝาไหออก กลิ่นหอมก็ขจรขจายไปทั่ว รสชาติของเหล้าที่บ่มนานนับสิบปีก็กลมกล่อมยิ่ง ดังนั้นทุกคนพร้อมใจกันเรียกเหล้าดังกล่าวว่า “นารีแดง”

หลังจากนั้นมา ไม่ว่าบ้านใดให้กำเนิดลูกสาว ก็จะนิยมนำเหล้าไปฝังดิน เมื่อลูกสาวออกเรือนก็จะขุดเอาเหล้าที่ฝังไว้ออกมาเลี้ยงแขก กลายเป็นประเพณีนิยมสืบทอดกันต่อมา

ในภายหลังแม้แต่บ้านที่ให้กำเนิดลูกชาย ก็มีประเพณีนิยมฝังเหล้าด้วยเช่นกัน ด้วยหวังว่าเมื่อบุตรชายสอบติดจอหงวนแล้ว ก็จะนำเอาเหล้าที่ฝังไว้ออกมาดื่มฉลอง และเรียกเหล้าดังกล่าวว่า “จอหงวนแดง” ด้วย

ทั้งนารีแดงและจอหงวนแดง ล้วนเป็นเหล้าเก่าที่ผ่านการเก็บบ่มมาเป็นเวลานาน รสชาติของเหล้ากลมกล่อมและเยี่ยมยอด ดังนั้นผู้คนจึงนิยมนำเหล้าประเภทนี้มาเป็นของขวัญมอบให้แก่กันนั่นเอง

แปล/เรียบเรียงโดย สุกัญญา แจ่มศุภพันธ์
ASTVผู้จัดการออนไลน์

รวยรินกลิ่นเหมาไถ-นารีแดง

ค.ศ.1915 ชาวจีนได้พาเหล้าเหมาไถ เหล่าเจี้ยว แล้วเหล้าเหลืองเส้าซิง อันเลื่องชื่อของประเทศ ไปร่วมจัดแสดงที่ปานามา แต่ด้วยรูปร่างภาชนะที่เรียบง่าย ไม่สะดุดตาสะดุดใจ ทำให้ไม่ค่อยได้รับการต้อนรับนัก แต่ในตอนนั้นเองก็มีชาวจีนหัวหมอแกล้งทำไหเหล้าตกแตก ทำให้กลิ่นหอมหวนของเหล้าจีนกำจายไปทั่วห้องจัดแสดงสินค้า ในที่สุดงานครั้งนี้เหล้าจีนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดเหล้ามาได้ถึง 4 เหรียญทองเลยทีเดียว


ภาชนะใส่เหล้าทองสัมฤทธิ์สมัยโจวตะวันตก
Uploaded with ImageShack.us

กำเนิดเมรัยมังกร

ในประวัติศาสตร์จีนมีเรื่องเล่าขานมากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดสุราจีน บ้างว่าจักรพรรดิเหลือง (หวงตี้) บ้างว่าอี๋ตี้ เป็นผู้รังสรรค์น้ำเมานี้ขึ้นมา แต่ตำนานที่เล่าลือกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านได้แก่เรื่อง “ตู้คังผลิตเหล้า” เล่ากันว่า ตู้คังเป็นหนุ่มเลี้ยงแพะสมัยราชวงศ์โจว (1100-771 ปีก่อนประวัติศาสตร์) วันหนึ่งระหว่างที่ต้อนแพะไปกินหญ้า เขาทำกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุโจ้กหล่นหาย หลังจากนั้นครึ่งเดือนเขาพบกระบอกใส่โจ้กลำนั้นอีก แต่โจ้กในกระบอกบัดนี้ได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นเหล้ากลิ่นหอมกำจายไปเสียแล้ว

ตู้คังรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ค้นพบเป็นอย่างยิ่ง นับจากนั้นมาเขาก็เลิกเลี้ยงแพะ หันมาเปิดโรงกลั่นเหล้าและร้านเหล้าแทน ต่อมา “ตู้คัง” ก็กลายเป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของเหล้านั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว หลักฐานของการมีอยู่ของสุรานั้นได้ปรากฏก่อนหน้าตำนานข้างต้นยาวนานนัก


ภาชนะใส่เหล้าทองสัมฤทธิ์สมัยราชวงศ์ซาง
Uploaded with ImageShack.us

เหล้าเป็นเครื่องดื่มที่เกิดจากการหมักผลไม้หรือธัญพืช เหล้าไม่เพียงแต่เป็นผลผลิตจากน้ำมือมนุษย์ แต่ตามธรรมชาติก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังเช่น หากผลไม้สุกงอมตกลงมากองรวมกัน จะเกิดกระบวนการหมักตามธรรมชาติ และเกิดเป็นเหล้าขึ้น

ตั้งแต่ยุคสังคมกสิกรรมเป็นต้นมา มนุษย์ก็รู้จักวิธีหมักผลไม้ทำเหล้าแอลกอฮอล์ต่ำแล้ว นักโบราณคดีได้มีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะใส่เหล้าและผลิตเหล้ายุควัฒนธรรมต้าเวิ่นโข่วและหลงซัน (ปลายยุคหินใหม่) จำนวนไม่น้อย เป็นหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวจีนนั้นสามารถผลิตเหล้าแอลกอฮอล์ต่ำได้ตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนแล้ว

กระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ซาง (1700-1100 ปีก่อนประวัติศาสตร์) และโจว (1100-771 ปีก่อนประวัติศาสตร์) ธุรกิจผลิตเหล้ากลายเป็นธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ชาวบ้านสามารถกลั่นเหล้าดีกรีต่ำได้หลายประเภท โดย “อักษรจารบนกระดูก” (甲骨文) ของสมัยซาง ซึ่งเป็นอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนได้ปรากฏอักษร “酒” (จิ่ว-เหล้า) แล้ว นอกจากนี้ยังค้นพบภาชนะใส่เหล้าทองสัมฤทธิ์มากมาย สะท้อนสภาพสังคมในสมัยนั้น

ชาวจีนสมัยราชวงศ์ซางนิยมดื่มเหล้า โดยเฉพาะนักปกครองในยุคหลังๆ ดื่มเหล้าถึงขั้นบ้าระห่ำเลยทีเดียว พวกเขาดื่มเหล้ากันตลอด ไม่สนใจบ้านเมือง คนยุคหลังจึงมีคำพูดว่า “ราชวงศ์ซางสิ้นเพราะสุรา”

นอกจากภาชนะใส่สุราแล้ว ยังมีการขุดพบเครื่องกลั่นเหล้า ซึ่งนับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์จีน เมื่อเหล้าผ่านการกลั่น ส่วนที่เป็นน้ำจะค่อยๆ ลดลง ดีกรีของเหล้าจะเพิ่มสูงขึ้น เหล้าที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้วจะกลายเป็นเหล้าดีกรีสูงที่เรียกว่า “เหล้าขาว” กว่าจะมีเหล้าขาวนั้นก็ล่วงเลยเข้าสู่ยุคราชวงศ์ซ่งแล้ว (ค.ศ.960-1127)


ภาพวาดหลี่ไป๋ จิบเหล้า ชมจันทร์
Uploaded with ImageShack.us

หลากประเภทเหล้าแดนมังกร

เหล้าเหลือง (黄酒) – เป็นเหล้าที่เก่าแก่มาก มีดีกรีต่ำ ใช้ข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบ ผ่านกระบวนการย่อยสลายจนกลายเป็นน้ำตาล หมัก และคั้นน้ำ หลังจากคั้นน้ำแล้วก็ต้องเก็บไว้หลายปีจึงนำออกมาลิ้มรส สีของเหล้าเป็นสีเหลือง ดีกรีเหล้าค่อนข้างต่ำ โดยทั่วไปอยู่ที่ระดับ 10-20% เหล้าเหลืองขึ้นชื่อของจีนได้แก่ เหล้าฮวาเตียว จอหงวนแดง และเจียฟั่น ของเส้าซิง

เหล้าขาว (白酒) – เป็นเหล้าที่ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศจีนก็ว่าได้ มีดีกรีที่สูงทั่วไปอยู่ที่ 40% ขึ้นไป หรืออาจสูงถึง 65% เหล้าขาวมีแป้งตะกอนเป็นวัตถุดิบ ไม่มีสี เหล้าขาวขึ้นชื่อได้แก่ เหล้าเหมาไถของกุ้ยโจว เหล่าเจี้ยว ของเสฉวน เฝินจิ่วในซันตง เป็นต้น

นอกจากเหล้าที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในประเทศจีนก็ยังมีน้ำเมาอื่นๆ อีกเช่น ไวน์ ยาดองเหล้า และเบียร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในประเทศจีน เหล้าสามารถพบได้ทุกที่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในวงการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปะ การทหาร การแพทย์ ล้วนมีเงาของเหล้าแฝงอยู่

นักเลงกลอนสมัยก่อนใช้เหล้าดึงอารมณ์ความรู้สึกออกมาถ่ายทอดเป็นบทกลอนที่ไพเราะเสนาะหู ในยุคสามก๊ก โจโฉชื่นชมการร่ำสุรา และเคยแต่งคำกลอนเกี่ยวกับสุราไว้ว่า “หาทางดับทุกข์ มีเพียงตู้คัง” (ตู้คังในที่นี้หมายถึง “สุรา”) แม้แต่กวีเอกสมัยถัง หลี่ไป๋ ก็ยังชื่นชมการดื่มสุรา ถึงขนาดมีคนกล่าวว่า ในบทกวีของหลี่ไป๋สามารถได้กลิ่นหอมหวนของเหล้า

นอกจากนี้ ไม่ว่างานมงคล งานโศกเศร้า เหล้าล้วนเข้ามามีบทบาทในสังคมจีนอย่างแนบแน่น

มีคำกล่าวว่า “พบผู้รู้ใจ พันจอกยังน้อย” เวลาที่ชาวจีนเลี้ยงอาหารนั้น เจ้าภาพมักจะรินเหล้าให้แขกเต็มจอกเต็มแก้ว เติมเต็มแล้วเต็มอีก เพื่อเป็นเชิงให้แขกดื่มมากๆ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเหล้าจะอยู่คู่สังคมจีน รวมทั้งสังคมไทยมานานแล้วก็ตาม แต่ก็มิอาจปฏิเสธความจริงได้ว่า เหล้าเป็นเครื่องดื่มให้โทษ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ยิ่งหากดื่มจนเมามาย อาจเป็นโทษแก่ชีวิตตนเองและผู้อื่นได้ แม้แต่โกวเล้ง นักเขียนนิยายกำลังภายในชื่อดัง ผู้ได้สมญาว่า “ปีศาจสุรา” ยังเคยเขียนไว้ว่า “สุราไม่อาจคลี่คลายความคับแค้นของผู้ใดได้ แต่สามารถดลบันดาลให้ท่านหลอกตัวเองได้”…..ทางที่ดีเลี่ยงได้เป็นดี

เรียบเรียงโดย สุกัญญา แจ่มศุภพันธ์
ASTVผู้จัดการออนไลน์

ลำนำพิณผีผา (琵 琶 行)…บทกวีโรแมนติกจีน โดย ไป๋จวีอี้

ลำนำพิณผีผา (琵 琶 行)…บทกวีโรแมนติกจีน โดย ไป๋จวีอี้

บทกวีลำนำผีผา โดย ไป๋จวีอี้ นี้ เป็นที่มาของชื่อนิยายวรยุทธภาคสุดท้ายของเบญจภาคกระเรียน-เหล็ก ของ หวังตู้หลู ที่ชื่อ ม้าเหล็ก แจกันเงิน (Iron Knight, Silver Vase) หวังตู้หลู คงประทับใจบทกวีนี้มาก จึงเอาข้อความในบทกวี ลำนำพิณผีผา มาเป็นชื่อนิยายของเขา

ตอนที่ว่า

แจกันเงินแตกทลายสายน้ำถั่ง
ม้าเหล็กพรู ทวน ดาบ ดังศัพท์ปะเปรี้ยง
จบเพลงเก็บแผ่นดีดกรีดกลางเจรียง
สี่สายเสียงเหมือนฉีกแพรขาดหมดพลัน
(ถอดความโดย อาจรย์ ยง อิงคะเวทย์ และอาจารย์ ถาวร สิกชโกศล)

ภาคสุดท้ายนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย โดย น. นพรัตน์ ให้ชื่อว่า ผู้กล้าอาชาเหล็ก ภาคที่สี่ตอนก่อนหน้า ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์โด่งดังไปถึงฮอลลีวูด คือ พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน

เสียดายที่ น. นพรัตน์ ไม่แปลผลงานสี่ภาคแรกแรก ให้ครบเบญจภาค งานเขียนของหวีงตู้หลู ชุดนี้มีคุณค่าทางวรรณกรรมมากกว่า นิยายกำลังภายในระดับผิวๆ ที่มีแปลกันมากมาย ตามความต้องการของตลาดกลุ่มที่อ่านนิยายกำลังภายในตอนนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าตลาดส่วนใหญ่ต้องการแบบนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นสาเหตุที่ตลาดหนังสือกำลังภายในไม่ขยายตัว เพราะเห็นว่านิยายกำลังภายในเป็นพวกเดียวกับการ์ตูนหรือเปล่า

บทความข้างล่างนี้ หยิบยืมมาจาก บล็อก ของคุณ Dingtech โดยได้บอกกล่าวต่อกันแล้ว ขอบคุณครับท่าน
ตอนนี้ขอให้อ่านข้อเขียน และ คำแปลของ บทกวีนี้เต็มๆ

ไป๋จวีอี้ (白 居 易 ค.ศ. 772-846)

เป็นกวีเอกผู้หนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง เกิดที่ซินเจิ้ง ใกล้ๆ กับเจิ้งโจว
ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเหอหนานในปัจจุบัน
เติบโตในตระกูลข้าราชการปัญญาชนในซิงหยาง เมืองเล็กๆ ใกล้บ้านเกิด

อายุ 12 ปี สามารถเขียนบทกลอนง่ายๆได้แล้ว

ครอบครัวเขาได้หลบหลีกความวุ่นวายทางการเมืองภาคเหนือ
ลงมาอยู่ที่มณฑลเจ้อเจียง

4 ปีต่อมามีหลักฐานว่าเขาไปอยู่ที่นครหลวงฉางอาน
โดยได้ยื่นเสนอผลงานบทกวีต่อผู้ตรวจราชการ กู้ควาง นักกวีโด่งดังคนหนึ่ง

ปี ค.ศ. 794 บิดาของเขาถึงแก่กรรม ขณะนั้นเขาอายุได้ 22 ปี
ต้องรับภาระดูแลครอบครัว เขาสอบเข้ารับราชการหลายครั้ง แต่ไม่ผ่าน
กระทั่งเมื่ออายุได้ 28 ปี จึงสอบได้ ทำราชการอยู่ 6 ปี จึงประสบความสำเร็จ
ได้รับการแต่งตั้งให้ได้รับตำแหน่งเป็นครั้งแรก

ปี ค.ศ. 811 กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านเว่ย ซึ่งเป็นบ้านบรรพชน อยู่แถบแม่น้ำเว่ย
ในมณฑลส่านซี เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้มารดาที่สิ้นชีพลงเนื่องจาก
ตกลงไปในบ่อน้ำขณะกำลังชมสวนดอกไม้

ปี ค.ศ. 815 หลังจากกลับมารับตำแหน่งเดิม ก็ถูกเนรเทศให่ไปอยู่ที่
สวินหยาง มณฑลเจียงซี เนื่องจากคือถูกใส่ร้ายโดยคู่แข่ง

ปี ค.ศ. 818 ถูกเรียกตัวกลับจากการเนรเทศ
แต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงแห่งจงโจว ในมณฑลเสฉวน

ปี ค.ศ. 822 เป็นข้าหลวงเมืองหังโจว

ปี ค.ศ. 825 เป็นข้าหลวงเมืองซูโจว

ปี ค.ศ. 829 ได้บุตรชายคนเดียว แต่พออายุไม่ถึง 2 ขวบก็เสียชีวิต

ปี ค.ศ. 831 ย้ายไปอยู่เมืองลั่วหยาง และได้รับการเลื่อนชั้น
ให้เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลเหอหนาน

ปี ค.ศ. 833 ก็ขอลาออกจากราชการเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ปี ค.ศ. 839 ป่วยเป็นโรคหลอดโลหิตสมองเป็นอัมพาต

ปี ค.ศ. 846 ถึงแก่กรรม สิริอายุได้ 75 ปี

หลายๆผลงานของเขา แต่งขึ้นมาเพื่อเปิดโปงชีวิตที่ลำบากของชนชั้นล่าง
ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เมื่อเขาแต่งบทกวีเสร็จก็จะให้หญิงชาวนาชราอ่านดูก่อน
หากเธอสามารถเข้าใจดีไป๋จึงจะถือว่าเสร็จเป็นร่างสุดท้าย

เขาจึงมีสมญานามว่า “กวีแห่งประชาชน”

เท่าที่ปรากฏ ไป๋แต่งบทกวีไว้ประมาณ 2,000 ชิ้น
งานของเขาเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ให้อารมณ์อ่อนไหว
ชื่นชมธรรมชาติ อ่านแล้วสะเทือนอารมณ์

ในสมัยราชวงศ์ถัง มีทั้งสงครามชายแดน การแย่งชิงอำนาจในเมืองหลวง
บางรัชกาลก็สงบรุ่งเรือง ไป๋จวีอี้มีความศรัทธาในประชาชน สามัญชน
ทำตัวสนิทสนมง่ายกับชาวบ้าน หาความสุขได้กับสิ่งธรรมดา
ไม่หรูหราฟุ้งเฟ้อ อย่างไรก็ดีในงานของเขามีความรับผิดชอบต่อสังคมเสมอ
ไม่ละเว้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสังคมเมื่อมีโอกาสด้วยสำนวนที่แหลมคมกินใจ

ลองอ่านดูบทกวี “ลำนำพิณผีผา” ดูครับ

แต่งแบบ “ซือ” บรรทัดละ 7 คำ เมื่อปี ค.ศ. 816 ขณะถูกเนรเทศไปอยู่ที่สวินหยาง
ในบทกวีที่แสนเศร้านี้ยังบรรยายถึงเทคนิคการเล่นพิณผีผา
ซึ่งนักดนตรีที่เชี่ยวชาญล้วนต้องผ่านการศึกษาจากบทกวีนี้
ผู้แปลไม่สามารถถ่ายทอดลงละเอียดถึงเทคนิคการบรรเลง การใช้นิ้ว
ตลอดจนลีลาเพลง หลายคำเป็นศัพท์เฉพาะทางดนตรี
หวังว่าจะได้รับการอภัยหากมีข้อผิดพลาด
และยังหวังให้ผู้รู้ช่วยเสริมเติมร่วมเรียนรู้………เชิญครับ

ลำนำพิณผีผา

โดย ไป๋จวีอี้

ยามหัวค่ำส่งแขกที่สวินหยางเจียง
…..เสียงลมฤดูศารทพัดใบเฟิงและพงแขมดังเกรียวกราว
เจ้าภาพลงจากม้า ผู้เป็นแขกอยู่ในเรือ
…..ชูจอกสุราดื่มกัน ไร้ดนตรีขับกล่อม

ยังมิเมากลับรู้สึกเศร้าที่ต้องจากกัน
…..วารต้องพรากแม่น้ำเวิ้งว้างสะท้อนเงาจันทร์ทาบ
บัดดลยินเสียงพิณผีผาลอยมาเหนือน้ำ
…..เจ้าภาพยังมิทันขึ้นม้า แขกยังมิทันออกเรือ

จึงเคลื่อนตามถามไปว่า “เสียงพิณมาแต่ใครที่ไหน?”
…..เสียงพิณหยุดชะงัก ไร้เสียงตอบกลับ
เห็นเรือลำหนึ่งริมตลิ่งหญิงเล่นพิณท่าเอียงอาย
…..เติมสุราตามประทีปเชื้อเชิญนางร่วมวง

วอนเธอแล้ววอนเธอเล่าโปรดเล่นเพลงพิณผีผา
…..นางโอบพิณมาปิดบังหน้าซีกหนึ่งไว้
พอขึ้นสายก็ลองเสียงดังแผ่วเบา
…..เริ่มเพลงเร้าอารมณ์ซึ้งแสนกำสรด

นางก้มหน้ากรีดนิ้วกระทบสาย
…..สำเนียงเพลงบรรเลงบรรยายความรู้สึก
เริ่มด้วยเพลง “กระโปรงขนนกสีรุ้ง”
…..ตามมาเป็นเพลง “หกจังหวะ”

สายทุ้มดังซู่ซ่าเกรียวกราวราวสายฝน
…..สายเอกราวเสียงพร่ำพรอดกระซิบกระซาบ
ดังสลับขับขานประเลงประลอง
…..ดุจดังมุกเม็ดเล็กใหญ่ร่วงใส่จานหยก

และสำเนียงนกขมิ้นร้องกลางหมู่มาลี
…..เหมือนวารีไหลผุดผ่านท้องธารเย็นเยือก
แล้วพลันหยุด ความเงียบปกคลุม
…..เสียงเงียบสิ กลับหวานชื่นกว่าเสียงดนตรี

และแล้วกลับฉับดังเพลงพิณอีก
…..ดังระเบิดลั่นราวน้ำกระจายจากแจกันแตก
ตามด้วยเสียงศาสตราหอกดาบประกระทบ
…..กับเสื้อเกราะนักรบดังเคล้งคล้าง

ท้ายสุดเสียงสายทั้งสี่ประสานสอดสนั่น
…..เป็นเสียงเดียวกันเฉกฉีกผ้าไหมควากจบ

เรือสองลำกลับสงัดเงียบอีกครา
…..มองท้องธาราเห็นจันทร์ฤดูศารทผ่องสกาว

เธอถอนใจพลางหยิบไม้ดีดกรีดสายพิณ
…..จัดอาภรณ์ให้เข้าที่พลางนั่งลงเล่าเรื่องราว
กล่าวว่า “ข้าน้อยนี้แต่เดิมเป็นชาวนครหลวง (ฉางอาน)
…..อยู่ ณ ดำบลเซียหมาหลิง

เมื่ออายุสิบสามเรียนสำเร็จวิชาพิณผีผา
…..มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน
การแสดงของข้าน้อยเป็นที่ชมชอบยิ่งของอาจารย์
…..เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องก็ยิ่งงามโฉมน่าอิจฉานัก

บรรดาชายหนุ่มตระกูลดีแถวอู่หลิงล้วนรุมล้อม
…..เล่นเพลงเดียวก็ได้ของกำนัลผ้าไหมหลายม้วน
ยามเล่นเพลินตามจังหวะจนทำหวีเงินตกปิ่นหล่นแตก
…..กระโปรงสีแดงโลหิตก็เปื้อนเปรอะด้วยสุรารด

วันเวลาผ่านไปสุดแสนสราญรมย์ปีแล้วปีเล่า
…..ลมวสันต์จันทร์ศารทเวียนผันผลัด
น้องชายถูกโยกย้ายไปชายแดน มารดาก็เสียชีวิต
…..เมื่ออายุวัยมากขึ้นแขกเหรื่อหดหาย

ที่หน้าบ้านพวกรถม้าเคยหาสู่ลดลง
…..สุดท้ายข้าน้อยจึงแต่งงานกับพ่อค้าวานิชหนึ่ง
ผู้ซึ่งมุ่งกำไร จนไม่ใส่ใจยี่หระละทิ้งบ้านช่อง
…..หนึ่งเดือนแล้วที่เขาจากบ้านไปฟู่เหลียงซื้อใบชา

ข้าน้อยจึงออกเรือเปล่าล่องมาปากน้ำ
…..แสงจันทร์สาดต้องลำเรือบนสายนทีที่เหน็บหนาว
ย่างสู่ราตรียิ่งหวนคนึงถึงยามเยาว์ดรุณ
…..ชลนัยน์ไหลเป็นทางเลอะใบหน้าอาบสำอาง”

ยามได้ยินเรื่องราวนักพิณผีผานี้เล่าแล้ว
…..ข้าฯรู้สึกแสนเศร้ารันทดนัก
เราสองล้วนร่วมชะตาร้ายคล้ายกันถูกทอดทิ้ง
…..แม้แรกพบปะจะนับเป็นเพื่อน ควรฤาถือสา!

“ตัวข้าฯนี้ปีกลายถูกเนรเทศจากนครหลวง
…..มาพำนักพักนอนเจ็บที่สวินหยาง
สวินหยางถิ่นนี้ที่ไร้สีเสียงสุดกันดาร
…..ตราบจะหมดปีฤาห่อนมีดนตรีฟัง

อาศัยอยู่เผินเจียงที่ลุ่มแฉะ
…..พงแขมเหลืองขึ้น ไผ่ขมล้อม กระท่อมข้าฯ
ตั้งแต่เช้าถึงค่ำได้ยินแต่เสียงนกดุเหว่าร้อง
…..กับชะนีที่โหยหวนครวญดังมา

วสันต์มาลีคลี่บานเบ่ง จันทร์ศารทเปล่งในราตรี
…..ข้าฯนี้ต้องดื่มสุราแต่เดียวดาย
พอมีแต่เพลงพื้นเมืองกับขลุ่ยชาวบ้าน
…..พอถูไถให้ยินยลแก้ขัดสน

ราตรีนี้ข้าฯได้สดับเพลงพิณไพเราะของนาง
…..ดังฟังเทพบรรเลงเพลงเสนาะแสน
ขอนางโปรดนั่งลงเล่นอีกสักเพลงเถิด
…..แล้วข้าฯจะแต่งบทกวี ‘ลำนำพิณผีผา’ กำนัลนาง”

พอได้ยินวาจาข้าฯ นางยืนนิ่ง
…..แล้วค่อยนั่งลงที่เดิมโอบพิณแล้วกรีดสาย
บรรเลงเพลงเย็นโศกไม่เหมือนเพลงก่อน
…..เบือนหลบซ่อนหน้าน้ำตาเอ่อล้นริน

ใครหนอให้ทุกข์ระทมถึงปานนี้?
…..เสื้อครามของซือหม่าแห่งเจียงโจวเปียกชุ่มอัสสุชล ฯ

มีผู้นิยมชมชอบบทกวีนี้มาก
นำไปแต่งเพิ่มเติมเป็นอุปรากรงิ้ว ละคร บทขับลำนำ ฯลฯ
จิตรกรหลายท่านมีจินตนาการ วาดเขียนเป็นภาพมากมาย

ของผมมีอยู่หนึ่งม้วน….ข้างล่างนี่แหละครับ

สำหรับดนตรีคราวนี้ต้องเป็นเพลงพิณผีผาแน่นอน
เพลงนี้เป็นเพลงที่ศึกษาจากบทกวี “ลำนำพิณผีผา” ของไป๋จวีอี้
ท่านจะได้เห็นลีลาและเท็คนิกการใช้นิ้วที่แสนพิสดาร เช่น “หลุน”
คือการควงนิ้วดีด เสียงติดต่อกันยาวสม่ำเสมอเร่งเร็วชะลอช้าได้ตามปรารถนา
ผมว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากรองจากกู่ฉิน

บทกวีในนิยายวรยุทธ

บ้อซกเหนียม (อโลกียานุสติ – ไร้โลกีย์คะนึง)

วสันต์โอฬารเคลื่อนคล้อยผ่าน ทุกปีของเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ
ฤดูดอกสาลี่บานเบ่ง
ดุจแพรขาวเลื่อมเมลืองหอมจรุง พฤกษ์หยกงามดอกตูมสุมหิมะ
ราตรีกาลเงียบสงบ เงาอุทกเมฆหนาแน่น
อาบไล้แสงจันทร์เยียบเย็น
สุดฟากฟ้าแดนดินถิ่นมนุษย์ ประกายเงินผ่องผุดพรึกพร่าพราย
ไร้มลทินดั่งอริยนารี ราศีพริ้งเพริศงดงาม
เจตน์จำนงสูงล้ำบริสุทธิ์
หมื่นบุปผาแทรกแซมเรียงรายล้อม มิร่วมวงรวมกลุ่มมุ่งประชัน
จิตผ่องแผ้วไพศาล ธาตุเซียนล้ำสง่าศรี
ลงธรณียากแยกแยะ
คืนสู่วิมานทิพย์สถาน จึงประจักษ์ความวิสุทธิ์โสภา

ท่านกิมย้งกล่าวว่าเป็นร้อยกรองที่ท่านคูชู่กีกล่าวสดุดีหญิงงามเซียวเล่งนึ้ง ทายาทสำนักสุสานโบราณ

บทกวีของหลีแป๊ะหรือหลี่ป๋อ

ยามนั้นเดือนฉายสกาวกลางท้องฟ้า ลมโชยต้องใบไม้ นกกาบนกิ่งพฤกษาร้องเซ็งแซ่ ก๊วยเซียงสุดจะข่มใจต่อไปได้ หยาดน้ำตาเอ่อท้นออกมาทันที โอ้ว่า

ลมศารทโชยฉ่ำชื่น จันทร์คืนศารทแสงเด่นงาม
ใบไม้ร่วงสุมซ่านตาม ยามหนาวนกเนาหวาดบิน
สุดถวิลจะพบกันวันใดเล่า ยามราตรีนี้สิเศร้าสุดจินต์

ลำนำคลื่นกระทบหาดทราย หลี่โฮ่วจู กวีสมัยถัง

นอกม่านพิรุณพรำพร่าง
วสันตทัศน์ปลิดโปรย
ห่มผ้าเกินฝืนหนาวยามห้า
ในฝันมิรู้ตนคืออาคันตุกะ
ละโมบในความรื่นรมย์อยู่เสมอมา
อยู่เดียวมิควรเหม่อพิงระเบียง
สายน้ำขุนเขามิรู้สิ้น
ยามจากแสนง่าย พบนั้นยาก
น้ำไหล มาลีโรย วสันต์จากแล้วหนอ
ไปสู่ฟากฟ้าหรือแดนดิน

บทเพลง “เยี่ยจงเกอ”

ดินแดนนั้นคือเงียบกุ๋น สายน้ำนั้นคือจังสุ่ย

คนวิเศษมาบังเกิด ณ ที่นี้

ทั้งทางยุทธ์ ทางประพันธ์ ศิลป์กวี

ทั้งพ่อลูก น้องพี่ ทั้งบ่าวนาย

วีรกรรมเหนือล้ำธรรมดา

จะไปมาอย่างไรสุดคาดหมาย

เปี่ยมทั้งบุญ ทั้งบาป ทั้งดีร้าย

ทั้งเสื่อมฉาว งามกำจาย ในกายเดียว

บทประพันธ์เปี่ยมวิญญาณบันดาลเด่น

ใช่ผู้คนไม่เห็นไม่แลเหลียว

สร้างเวียงวังใต้เงื้อมเขาข้างน้ำเชี่ยว

เชิงระยับลดเลี้ยวอลังการ

คนผู้นี้มีหรือไม่เรืองโรจน์

เป็นราชาหรือคนโฉดผู้เหี้ยมหาญ

ผู้ยิ่งใหญ่แม้คร่ำคราญเหมือนนงคราญ

ก็ยังพาลต่อว่าอยุติธรรม

อนิจจา….

คนก่อนเก่าพวกเขาเริ่มต้นคิด

ไม่แบ่งน้อยใหญ่ติดที่ชนชั้น

ทุกคนมีค่าแน่แม้ต่างกัน

พวกบัณฑิตพากันหัวเราะเลย

เที่ยวปากเปราะร่อร่ายกระจายทั่ว

หมิ่นคนตายต่ำกว่าตัวเจียมละเหวย

ซากในหลุมอยู่นิ่งหยิ่งเฉยเมย

กระดูกยิ้มกลบเย้ยพวกแก่เรียน

เสียวลิ้มยี่

คาดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เสียวลิ้มยี่ หรือ สำนักเส้าหลิน ที่เป็นเจ้ากังฟูของจีน

พระวัดเส้าหลิน

เส้าหลินกังฟูคือยุทธศิลป์ที่ฝึกปรือโดยพระภายใต้วัฒนธรรมพุทธแบบพิเศษที่วัดเส้าหลินที่เขาซงชาน เมืองเติงเฟิง จังหวัดเหอนาน โดยการใช้ทักษะยุทธศิลป์และการปฏิบัติเป็นรูปแบบการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนาและภูมิปัญญาเซ็นดั่งสื่อให้เห็นเป็นความหมายทางวัฒนธรรม ทำให้เส้าหลินกังฟูเป็นยุทธศิลป์ที่สมบูรณ์ทางด้านเทคนิคและทฤษฎี

วัดเส้าหลินสร้างในปีที่สิบเก้าในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ (ค.ศ. 495) เป็นจุดกำเนิดการพัฒนากังฟู แรกเริ่มพระในวัดฝึกปรือกังฟูพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง และคุ้มครองวัด และได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ กว่า 1500 ปี จนมาเป็นศิลปะที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีการต่อสู้ ความหมายล้นเหลือ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ตามบันทึกที่ปรากฎในตำรายุทธศิลป์ที่เก็บไว้ที่วัดเส้าหลิน มีกังฟูที่ฝึกปรือรุ่นแล้วรุ่นเล่า อย่างกระบวนท่าหมัดมวย สืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน วิชาหมัดมวย 72 กระบวนท่า ที่มีรูปแบบพิเศษ อย่างเช่น คว้าจับ ปล้ำ ชำระล้างกระดูก จี้จุด และจี้กง รวมแล้วทั้งหมด 255 กระบวนท่าหมัดมวย อาวุธที่ยังคงฝีกปรืออยู่ในปัจจุบัน

ภูมิปัญญาเซ็นได้ส่งเสริมให้เส้าหลินกังฟูสื่อความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง พุทธบัญญัติได้อภิวัฒน์เป็นบัญญัติทางการฝึกปรือกังฟูจนเป็นจริยวัตรและคุณธรรมของผู้ฝึกฝน อย่างเช่น การละเว้น การถ่อมตน การอดกลั้น รวมถึง พลังภายใน และ การเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและสง่างาม และการชนะคู่ต่อสู้โดยโจมตีหลังจากคู่ต่อสู้ลงมือตู่โจมก่อน

เส้าหลินกังฟูคือตัวแทนของวรยุทธจีนที่โดดเด่นที่สุด และเป็นรูปธรรมเชิงสมรรถนะแทนของวัฒธรรมเส้าหลินทั้งหมดได้ดีที่สุด

พระเส้าหลินกับราชวงศ์ถัง
ในปี ค.ศ. 620 หลีจื้อหมิน (ถังไท่จง) เคลื่อนทัพมาทางตะวันออกทางเขาซงซาน พระ 13 รูปของวัดเส้าหลินเข้าร่วมต่อสู้ป้องกันหมู่บ้านโบกู่ และบุกเข้าจับตัวแม่ทัพฝ่ายศัตรู ทำให้ทัพของหลืจื้อหมินได้ชัยชนะเหนือข้าศึก หลังการสู้รบหลีจื้อหมินพระราชทานที่ดินและทรัพย์สินให้วัด และพระที่เข้าร่วมสู้รบต่าได้รับรางวัลและตำแหน่งเกียรติยศ ถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก

ในขณะเดียวกันถังไท่จงก็ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิตรวมทั้งสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ และจากการสนับสนุนในด้านต่างๆ จากราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในสมัยซ่งหรือซ้อง ในปี พ.ศ. 1503 – พ.ศ. 1822 กังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 – พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี ราชสำนักได้ลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนวัดเส้าหลินจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับๆ ทั้งในและนอกวัดเส้าหลิน ทำให้วิชากังฟูแบบเส้าหลินยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

หนังสือเรื่อง “สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก” ของถาวร สิกขโกศล เขียนไว้ว่า วัดเส้าหลิน มีอยู่ 3 แห่งในประเทศจีน แต่ในนิยายกำลังภายในเขียนถึงมีเพียง 2 แห่ง

แห่งแรก วัดเส้าหลินตั้งอยู่บนสันเขาเสียวซิก หรือเส้าสื้อ แห่งภูเขาซงซาน (ชื่อภูเขาซงซานปรากฏอยู่ในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร)

วัดเส้าหลินแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพุทธสถานอันดับหนึ่งของจีน เพราะเป็นต้นกำเนิดนิกายเซนแบบจีน และเป็นสำนักสอนวิทยายุทธ์สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ภูเขาซงซานนี้ตั้งอยู่ในมณฑลฮ่อหนำ หรือเหอหนัน ผู้ให้กำเนิดวัดนี้คือพระพุทธภัทรเถระ ซึ่งเป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ บวชแล้วมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองจีน ทางกษัตริย์วุ่ยเซี่ยวเหวินตี้ มีพระราชศรัทธา จึงทรงสร้างวัดเส้าหลินถวายเป็นที่พำนักเมื่อปี พ.ศ.1038

วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงสมัยนั้นไม่ไกลนัก และมีความสำคัญในฐานะอารามหลวงนับแต่นั้น

วิทยายุทธ์ที่เส้าหลินแห่งนี้ เชื่อว่าเกิดตั้งแต่สมัยพระพุทธเถระรูปนี้ เพราะวัดตั้งอยู่ในป่า มีสัตว์ร้ายนานาชนิด นอกจากนี้การที่ท่านต้องนั่งสมาธินานๆจึงต้องเมื่อยขบ จึงคิดท่าบริหารร่างกายขึ้นสอนพระ เป็นตำราท่ากายบริหารและพลังลมปราณที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินหรือเสี้ยวลิ้มยี่ โงดังมากขึ้นเมื่อปรมาจารย์ตั๊กม้อจากอินเดียเดินทางมาเผยแพร่นิกายเซน เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของคนจีนมาก

บุคคลที่มีชื่อเสียงของจีนซึ่งเกี่ยวข้องกับวัดเส้าหลิน ได้แก่ “งักฮุย” วีรบุรุษกู้ชาติได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์แห่งนี้ตามด้วย “หลวงจีนกั๊กเอี้ยง” หรือเจี๋ยหยวน ผู้คิดกระบวนท่า 18 ฝ่ามืออรหันต์และ “เตียซำฮง” เจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง

วัดเส้าหลินแห่งที่ 2 อยู่ที่ภูเขาผ่านซาน ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลนัก วัดนี้สร้างสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.1789-1991) ไม่ปรากฏในนิยายกำลังภายใน

วัดเส้าหลินแห่งที่ 3 เรียกว่าเส้าหลินใต้ คู่กับเส้าหลินสำนักใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง พ.ศ.1911-2187

วัดเส้าหลินใต้นี้ตั้งอยู่ภูเขาจิ่วเหลียงซาน ไม่ค่อยมีชื่อในเรื่องศาสนา แต่จะไปเด่นในเรื่องวิทยายุทธ์ และเป็นแหล่งชุมชนของชาวฮั่นในการต่อต้านชาวแมนจู

ศิษย์คนสำคัญของเสี้ยวลิ้มยี่ใต้ ซึ่งปรากฏในนิยายจีนได้แก่ “ปึงซีเง็ก” หรือฟางสื้ออี้ ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของจักรพรรดิเฉียนหลง

ฮ่องเต้เฉียนหลงถึวงกับต้องมาถึงแดนกังหนำ ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีด้วยพระองค์เอง เพื่อปราบวัดเส้าหลินด้วยกลยุทธ์จีนปราบจีน ให้ตีกันเอง ในที่สุดเส้าหลินใต้ก็ถูกทำลาย จนศิษย์เส้าหลินกระเจิดกระเจิง มีคนหนึ่งหนีไปแต้จิ๋วและไปถ่ายทอดวิทยายุทธ์ที่นั่น

วัดเส้าหลินมีชื่อโด่งดังไปทั่วโลก เพราะปรากฏในนิยายและหนังวิทยายุทธ์หลายเรื่อง เมื่อต้นปี 2543 มีข่าวว่าทางฮ่องกงติดต่อให้วัดเส้าหลินเข้าไปเปิดสาขาสอนวิทยายุทธ์ให้ชาวจีนฮ่องกงด้วย เพราะว่าฮ่องกงเป็นแหล่งที่สร้างหนังยุทธจักรและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนในภูมิภาค ซึ่งจะเปิดรับคนเรียนได้มากขึ้น

สำนักง้อไบ๊

สำนักยุทธศิลป์ (Martial Arts) ง้อไบ๊ (จีนกลางเรียกเอ้อเหม่ย) ตั้งชื่อตามภูเขาง้อไบ๊ที่เป็นที่ตั้ง ง้อไบ๊ เสียวลิ้ม และ บู๊ตึง เป็นสามสำนักยุทธศิลป์หลักของจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและรู้จักกันมากที่สุด

จุดกำเนิดของยุทธศิลป์ง้อไบ๊เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า จากที่จารึกไว้ วัดพุทธที่ง้อไบ๊ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในราชวงศ์เว่ยและจิ๋น (วัดดังๆ ของจีนมักสร้างอยู่บนภูเขา) ต่อมาในราชวงศ์ถังและซ่งมีการสร้างวัดขึ้นมากมายในแถบภูเขาง้อไบ๊ จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์หมิงและฉิง พุทธศาสนาได้เจริญสูงสุด

หลังจากนั่งวิปัสนา อ่านพระสูตร และ สวดมนต์แล้ว พระและนักพรต (ผู้บวชในศาสนาเต๋า) มักจะฝึกฝนยุทธศิลป์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสมารถคุ้มครองวัดจากโจรผู้ร้าย เนื่องจากพระและพรตที่นั่งวิปัสนากรรมฐานต่อเนื่องยาวนานจะมีพลังภายในล้ำลึก จึงมีการแลกเปลี่ยนประสพการณ์ในการฝีกฝน ยุทธศิลป์ของง้อไบ๊จึงก่อเกิดขึ้นมาอย่างนี้เอง ยุทธศิลป์ของง้อไบ๊จึงเป็นการรวมจุดเด่นและจุดแข็งของทั้งพระพุทธและพรตเต๋า โดยผสานจี้กงแบบเคลื่อนไหวของเต๋า กับจิ้กงแบบไม่เคลื่อนไหวของพุทธศาสนา รวมเป็นระบบยุทธศิลป์ของง้อไบ๊ ถ้าดูแบบนี้ เสียวลิ้มเป็นสำนักที่ฝึกจี้กงแบบไม่เคลื่อนไหวของพุทธ บู๊ตึงฝึกจี้กงแบบเคลื่อนไหวของเต๋า แต่ง้อไบ๊กลับใช้ทั้งสองแบบ

เทือกเขาง่อไบ๊

ในวรรณกรรมมังกรหยกของกิมย้ง ภาค 2 บอกว่า ก๊วยเซียง บุตรสาวของก๊วยเจ๋ง ผิดหวังรักกับเอี้ยก้วย ร่อนเร่ไปในยุทธจักร ได้พบกับเตียกุนป้อและหลวงจีนกักเอี้ยงที่เสียวลิ้ม ช่วยเหลือเตียกุนป้อ (หรือเตียซำฮง ต่อมาก่อตั้งบู๊ตึ๊ง) และหลวงจีนกักเอี้ยงหลบหนีออกจากวัดเสียวลิ้มยี่ ระหว่างทางได้ยินหลวงจีนกักเอี้ยงขณะใกล้มรณภาพท่องเคล็ดพลังเทพเก้าเอี๊ยง นางจดจำไว้ได้ขึ้นใจ หลังหลวงจีนมรณภาพแล้วนางแยกย้ายกับเตียกุนป้อ ขึ้นเขาง้อไบ๊ค้นคว้าวิชาศึกษาจนแตกฉานบรรลุ จึงก่อตั้งสำนักง้อไบ๊ขึ้นบนเขาง้อไบ๊

ในมังกรหยกภาค 3 (ฉบับ จำลอง พิศนาคะ) บรรยายว่า…

ก๊วยเซียงต้องผ่านชีวิตที่อาภัพรักมาด้วยหัวใจอันหม่นหมอง จนนางมีอายุได้สี่สิบปีในปี นางรู้แจ้งเห็นจริงในทางธรรมแห่งพระพุทธศาสนา นางจึงสละตนออกจากเพศฆราวาส บวชเป็นชีอยู่ที่ภูเขาง้อไบ๊ซัวอันเป็นยอดสูงสุด นางพยายามค้นคว้าฝึกฝนในวิชากำลังฝีมืออย่างยิ่งยวด ครั้นต่อมาในภายหลังนางได้รับศิษย์มาถ่ายทอดวิชากำลังฝีมือให้จึงกลายเป็นสำนักง้อไบ๊ซัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในแผ่นดินตงง้วนในภายหลัง

ตามบันทึกมวยของสำนักง้อไบ๊ ผู้ก่อตั้งสำนักเป็นนักบวชในลัทธิเต๋าและเป็นผู้หญิง ต่อมาจึงเข้าสู่ร่มบวรพุทธศาสนา นางฝึกฝนวิชามวยมาจากหลายสำนัก และได้คิดค้นวิชามวยที่มีรากฐานมาจากสำนักต่างๆ โดยใช้เวลาถึง 13 ปีจึงสำเร็จ เนื่องจากในจีนโบราณ เรียกผู้หญิงอีกอย่างหนึ่งว่า ง่อไบ๊ (เอ้อเหม่ย) ดังนั้นท่ามวยที่นางคิดค้นขึ้นจึงถูกเรียกว่า มวยง้อไบ๊ หลังจากนั้นเมื่อตั้งรกรากที่เขาง้อไบ๊แห่งนั้นจึงเป็นการลงตัวพอดี

ก๊วยเซียง สำเร็จวิชาที่สืบทอดจากก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง จิวแป๊ะทง อึ้งเอี๊ยะซือ หลายวิชา
1. กระบี่วีรสตรี
2. วรยุทธเกาะดอกท้อ (สำเร็จแค่วิชาฝ่ามือ กับดรรชนี)
3. หมัด 72 คังเม้ง
4. เก้าท่าคว้าจับ
5. เก้าอิมจินเก็ง ก๊วยเซียงสำเร็จเก้าอิมจินเก็งด้วย

วิชาที่ 3 และ 4 เป็นสุดยอดวิชาของจิวแป๊ะทง

ก๊วยเซียงนับว่าเก่งมาก ลามะจักรทองยังดูออกเลยว่าอนาคตเด็กคนนี้ต้องเป็นยอดฝีมือแน่ๆ

วิชาที่ก๊วยเซียงบัญญัติเป็นวิชาง่อไบ้ ส่วนใหญ่เป็นวิชาฝ่ามือ จริงแล้วง่อไบ้ล้ำเลิศในด้านวิชามวย
1. ฝ่ามือหิมะบินทะลวงเมฆา
2. ฝ่ามือสุดทองนิรันดร์
3. ฝ่ามือรัศมีพุทธะ
4. ฝ่ามือสี่สภาพ
5. กระบี่หวิวลมหวน
6. กระบี่กำจัดมารอสูร
7. ดรรชนีง้อไบ้

วิชาง้อไบ๊ออกแนวกว้างขวาง เพราะก๊วยเซียงออกท่องยุทธภพ ตามหาเอี้ยก้วยจวบจนอายุ 40 กระบวนท่าง้อไบ้เน้นเชิงรุก อาศัยความรวดเร็วคล่องแคล่ว พิฆาตศัตรู

แต่พอมายุคมิกจ๊อซือไท่ซึ่งเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 3 ในมังกรหยกภาค 3 วิชายุทธหดหายเหลือแต่เพลงกระบี่ ดังนั้นจึงกำชับกำชานางจิวจี้เยียกศิษย์ที่หมายมั่นให้เป็นเจ้าสำนักต่อ ให้เสาะหาวิชายุทธของสำนักที่หายไป กลับคืนมา