ลำนำพิณผีผา (琵 琶 行)…บทกวีโรแมนติกจีน โดย ไป๋จวีอี้

ลำนำพิณผีผา (琵 琶 行)…บทกวีโรแมนติกจีน โดย ไป๋จวีอี้

บทกวีลำนำผีผา โดย ไป๋จวีอี้ นี้ เป็นที่มาของชื่อนิยายวรยุทธภาคสุดท้ายของเบญจภาคกระเรียน-เหล็ก ของ หวังตู้หลู ที่ชื่อ ม้าเหล็ก แจกันเงิน (Iron Knight, Silver Vase) หวังตู้หลู คงประทับใจบทกวีนี้มาก จึงเอาข้อความในบทกวี ลำนำพิณผีผา มาเป็นชื่อนิยายของเขา

ตอนที่ว่า

แจกันเงินแตกทลายสายน้ำถั่ง
ม้าเหล็กพรู ทวน ดาบ ดังศัพท์ปะเปรี้ยง
จบเพลงเก็บแผ่นดีดกรีดกลางเจรียง
สี่สายเสียงเหมือนฉีกแพรขาดหมดพลัน
(ถอดความโดย อาจรย์ ยง อิงคะเวทย์ และอาจารย์ ถาวร สิกชโกศล)

ภาคสุดท้ายนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย โดย น. นพรัตน์ ให้ชื่อว่า ผู้กล้าอาชาเหล็ก ภาคที่สี่ตอนก่อนหน้า ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์โด่งดังไปถึงฮอลลีวูด คือ พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน

เสียดายที่ น. นพรัตน์ ไม่แปลผลงานสี่ภาคแรกแรก ให้ครบเบญจภาค งานเขียนของหวีงตู้หลู ชุดนี้มีคุณค่าทางวรรณกรรมมากกว่า นิยายกำลังภายในระดับผิวๆ ที่มีแปลกันมากมาย ตามความต้องการของตลาดกลุ่มที่อ่านนิยายกำลังภายในตอนนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าตลาดส่วนใหญ่ต้องการแบบนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นี่เป็นสาเหตุที่ตลาดหนังสือกำลังภายในไม่ขยายตัว เพราะเห็นว่านิยายกำลังภายในเป็นพวกเดียวกับการ์ตูนหรือเปล่า

บทความข้างล่างนี้ หยิบยืมมาจาก บล็อก ของคุณ Dingtech โดยได้บอกกล่าวต่อกันแล้ว ขอบคุณครับท่าน
ตอนนี้ขอให้อ่านข้อเขียน และ คำแปลของ บทกวีนี้เต็มๆ

ไป๋จวีอี้ (白 居 易 ค.ศ. 772-846)

เป็นกวีเอกผู้หนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง เกิดที่ซินเจิ้ง ใกล้ๆ กับเจิ้งโจว
ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลเหอหนานในปัจจุบัน
เติบโตในตระกูลข้าราชการปัญญาชนในซิงหยาง เมืองเล็กๆ ใกล้บ้านเกิด

อายุ 12 ปี สามารถเขียนบทกลอนง่ายๆได้แล้ว

ครอบครัวเขาได้หลบหลีกความวุ่นวายทางการเมืองภาคเหนือ
ลงมาอยู่ที่มณฑลเจ้อเจียง

4 ปีต่อมามีหลักฐานว่าเขาไปอยู่ที่นครหลวงฉางอาน
โดยได้ยื่นเสนอผลงานบทกวีต่อผู้ตรวจราชการ กู้ควาง นักกวีโด่งดังคนหนึ่ง

ปี ค.ศ. 794 บิดาของเขาถึงแก่กรรม ขณะนั้นเขาอายุได้ 22 ปี
ต้องรับภาระดูแลครอบครัว เขาสอบเข้ารับราชการหลายครั้ง แต่ไม่ผ่าน
กระทั่งเมื่ออายุได้ 28 ปี จึงสอบได้ ทำราชการอยู่ 6 ปี จึงประสบความสำเร็จ
ได้รับการแต่งตั้งให้ได้รับตำแหน่งเป็นครั้งแรก

ปี ค.ศ. 811 กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านเว่ย ซึ่งเป็นบ้านบรรพชน อยู่แถบแม่น้ำเว่ย
ในมณฑลส่านซี เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้มารดาที่สิ้นชีพลงเนื่องจาก
ตกลงไปในบ่อน้ำขณะกำลังชมสวนดอกไม้

ปี ค.ศ. 815 หลังจากกลับมารับตำแหน่งเดิม ก็ถูกเนรเทศให่ไปอยู่ที่
สวินหยาง มณฑลเจียงซี เนื่องจากคือถูกใส่ร้ายโดยคู่แข่ง

ปี ค.ศ. 818 ถูกเรียกตัวกลับจากการเนรเทศ
แต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงแห่งจงโจว ในมณฑลเสฉวน

ปี ค.ศ. 822 เป็นข้าหลวงเมืองหังโจว

ปี ค.ศ. 825 เป็นข้าหลวงเมืองซูโจว

ปี ค.ศ. 829 ได้บุตรชายคนเดียว แต่พออายุไม่ถึง 2 ขวบก็เสียชีวิต

ปี ค.ศ. 831 ย้ายไปอยู่เมืองลั่วหยาง และได้รับการเลื่อนชั้น
ให้เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑลเหอหนาน

ปี ค.ศ. 833 ก็ขอลาออกจากราชการเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ปี ค.ศ. 839 ป่วยเป็นโรคหลอดโลหิตสมองเป็นอัมพาต

ปี ค.ศ. 846 ถึงแก่กรรม สิริอายุได้ 75 ปี

หลายๆผลงานของเขา แต่งขึ้นมาเพื่อเปิดโปงชีวิตที่ลำบากของชนชั้นล่าง
ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เมื่อเขาแต่งบทกวีเสร็จก็จะให้หญิงชาวนาชราอ่านดูก่อน
หากเธอสามารถเข้าใจดีไป๋จึงจะถือว่าเสร็จเป็นร่างสุดท้าย

เขาจึงมีสมญานามว่า “กวีแห่งประชาชน”

เท่าที่ปรากฏ ไป๋แต่งบทกวีไว้ประมาณ 2,000 ชิ้น
งานของเขาเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ให้อารมณ์อ่อนไหว
ชื่นชมธรรมชาติ อ่านแล้วสะเทือนอารมณ์

ในสมัยราชวงศ์ถัง มีทั้งสงครามชายแดน การแย่งชิงอำนาจในเมืองหลวง
บางรัชกาลก็สงบรุ่งเรือง ไป๋จวีอี้มีความศรัทธาในประชาชน สามัญชน
ทำตัวสนิทสนมง่ายกับชาวบ้าน หาความสุขได้กับสิ่งธรรมดา
ไม่หรูหราฟุ้งเฟ้อ อย่างไรก็ดีในงานของเขามีความรับผิดชอบต่อสังคมเสมอ
ไม่ละเว้นที่จะวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและสังคมเมื่อมีโอกาสด้วยสำนวนที่แหลมคมกินใจ

ลองอ่านดูบทกวี “ลำนำพิณผีผา” ดูครับ

แต่งแบบ “ซือ” บรรทัดละ 7 คำ เมื่อปี ค.ศ. 816 ขณะถูกเนรเทศไปอยู่ที่สวินหยาง
ในบทกวีที่แสนเศร้านี้ยังบรรยายถึงเทคนิคการเล่นพิณผีผา
ซึ่งนักดนตรีที่เชี่ยวชาญล้วนต้องผ่านการศึกษาจากบทกวีนี้
ผู้แปลไม่สามารถถ่ายทอดลงละเอียดถึงเทคนิคการบรรเลง การใช้นิ้ว
ตลอดจนลีลาเพลง หลายคำเป็นศัพท์เฉพาะทางดนตรี
หวังว่าจะได้รับการอภัยหากมีข้อผิดพลาด
และยังหวังให้ผู้รู้ช่วยเสริมเติมร่วมเรียนรู้………เชิญครับ

ลำนำพิณผีผา

โดย ไป๋จวีอี้

ยามหัวค่ำส่งแขกที่สวินหยางเจียง
…..เสียงลมฤดูศารทพัดใบเฟิงและพงแขมดังเกรียวกราว
เจ้าภาพลงจากม้า ผู้เป็นแขกอยู่ในเรือ
…..ชูจอกสุราดื่มกัน ไร้ดนตรีขับกล่อม

ยังมิเมากลับรู้สึกเศร้าที่ต้องจากกัน
…..วารต้องพรากแม่น้ำเวิ้งว้างสะท้อนเงาจันทร์ทาบ
บัดดลยินเสียงพิณผีผาลอยมาเหนือน้ำ
…..เจ้าภาพยังมิทันขึ้นม้า แขกยังมิทันออกเรือ

จึงเคลื่อนตามถามไปว่า “เสียงพิณมาแต่ใครที่ไหน?”
…..เสียงพิณหยุดชะงัก ไร้เสียงตอบกลับ
เห็นเรือลำหนึ่งริมตลิ่งหญิงเล่นพิณท่าเอียงอาย
…..เติมสุราตามประทีปเชื้อเชิญนางร่วมวง

วอนเธอแล้ววอนเธอเล่าโปรดเล่นเพลงพิณผีผา
…..นางโอบพิณมาปิดบังหน้าซีกหนึ่งไว้
พอขึ้นสายก็ลองเสียงดังแผ่วเบา
…..เริ่มเพลงเร้าอารมณ์ซึ้งแสนกำสรด

นางก้มหน้ากรีดนิ้วกระทบสาย
…..สำเนียงเพลงบรรเลงบรรยายความรู้สึก
เริ่มด้วยเพลง “กระโปรงขนนกสีรุ้ง”
…..ตามมาเป็นเพลง “หกจังหวะ”

สายทุ้มดังซู่ซ่าเกรียวกราวราวสายฝน
…..สายเอกราวเสียงพร่ำพรอดกระซิบกระซาบ
ดังสลับขับขานประเลงประลอง
…..ดุจดังมุกเม็ดเล็กใหญ่ร่วงใส่จานหยก

และสำเนียงนกขมิ้นร้องกลางหมู่มาลี
…..เหมือนวารีไหลผุดผ่านท้องธารเย็นเยือก
แล้วพลันหยุด ความเงียบปกคลุม
…..เสียงเงียบสิ กลับหวานชื่นกว่าเสียงดนตรี

และแล้วกลับฉับดังเพลงพิณอีก
…..ดังระเบิดลั่นราวน้ำกระจายจากแจกันแตก
ตามด้วยเสียงศาสตราหอกดาบประกระทบ
…..กับเสื้อเกราะนักรบดังเคล้งคล้าง

ท้ายสุดเสียงสายทั้งสี่ประสานสอดสนั่น
…..เป็นเสียงเดียวกันเฉกฉีกผ้าไหมควากจบ

เรือสองลำกลับสงัดเงียบอีกครา
…..มองท้องธาราเห็นจันทร์ฤดูศารทผ่องสกาว

เธอถอนใจพลางหยิบไม้ดีดกรีดสายพิณ
…..จัดอาภรณ์ให้เข้าที่พลางนั่งลงเล่าเรื่องราว
กล่าวว่า “ข้าน้อยนี้แต่เดิมเป็นชาวนครหลวง (ฉางอาน)
…..อยู่ ณ ดำบลเซียหมาหลิง

เมื่ออายุสิบสามเรียนสำเร็จวิชาพิณผีผา
…..มีชื่อเสียงเชี่ยวชาญเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน
การแสดงของข้าน้อยเป็นที่ชมชอบยิ่งของอาจารย์
…..เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องก็ยิ่งงามโฉมน่าอิจฉานัก

บรรดาชายหนุ่มตระกูลดีแถวอู่หลิงล้วนรุมล้อม
…..เล่นเพลงเดียวก็ได้ของกำนัลผ้าไหมหลายม้วน
ยามเล่นเพลินตามจังหวะจนทำหวีเงินตกปิ่นหล่นแตก
…..กระโปรงสีแดงโลหิตก็เปื้อนเปรอะด้วยสุรารด

วันเวลาผ่านไปสุดแสนสราญรมย์ปีแล้วปีเล่า
…..ลมวสันต์จันทร์ศารทเวียนผันผลัด
น้องชายถูกโยกย้ายไปชายแดน มารดาก็เสียชีวิต
…..เมื่ออายุวัยมากขึ้นแขกเหรื่อหดหาย

ที่หน้าบ้านพวกรถม้าเคยหาสู่ลดลง
…..สุดท้ายข้าน้อยจึงแต่งงานกับพ่อค้าวานิชหนึ่ง
ผู้ซึ่งมุ่งกำไร จนไม่ใส่ใจยี่หระละทิ้งบ้านช่อง
…..หนึ่งเดือนแล้วที่เขาจากบ้านไปฟู่เหลียงซื้อใบชา

ข้าน้อยจึงออกเรือเปล่าล่องมาปากน้ำ
…..แสงจันทร์สาดต้องลำเรือบนสายนทีที่เหน็บหนาว
ย่างสู่ราตรียิ่งหวนคนึงถึงยามเยาว์ดรุณ
…..ชลนัยน์ไหลเป็นทางเลอะใบหน้าอาบสำอาง”

ยามได้ยินเรื่องราวนักพิณผีผานี้เล่าแล้ว
…..ข้าฯรู้สึกแสนเศร้ารันทดนัก
เราสองล้วนร่วมชะตาร้ายคล้ายกันถูกทอดทิ้ง
…..แม้แรกพบปะจะนับเป็นเพื่อน ควรฤาถือสา!

“ตัวข้าฯนี้ปีกลายถูกเนรเทศจากนครหลวง
…..มาพำนักพักนอนเจ็บที่สวินหยาง
สวินหยางถิ่นนี้ที่ไร้สีเสียงสุดกันดาร
…..ตราบจะหมดปีฤาห่อนมีดนตรีฟัง

อาศัยอยู่เผินเจียงที่ลุ่มแฉะ
…..พงแขมเหลืองขึ้น ไผ่ขมล้อม กระท่อมข้าฯ
ตั้งแต่เช้าถึงค่ำได้ยินแต่เสียงนกดุเหว่าร้อง
…..กับชะนีที่โหยหวนครวญดังมา

วสันต์มาลีคลี่บานเบ่ง จันทร์ศารทเปล่งในราตรี
…..ข้าฯนี้ต้องดื่มสุราแต่เดียวดาย
พอมีแต่เพลงพื้นเมืองกับขลุ่ยชาวบ้าน
…..พอถูไถให้ยินยลแก้ขัดสน

ราตรีนี้ข้าฯได้สดับเพลงพิณไพเราะของนาง
…..ดังฟังเทพบรรเลงเพลงเสนาะแสน
ขอนางโปรดนั่งลงเล่นอีกสักเพลงเถิด
…..แล้วข้าฯจะแต่งบทกวี ‘ลำนำพิณผีผา’ กำนัลนาง”

พอได้ยินวาจาข้าฯ นางยืนนิ่ง
…..แล้วค่อยนั่งลงที่เดิมโอบพิณแล้วกรีดสาย
บรรเลงเพลงเย็นโศกไม่เหมือนเพลงก่อน
…..เบือนหลบซ่อนหน้าน้ำตาเอ่อล้นริน

ใครหนอให้ทุกข์ระทมถึงปานนี้?
…..เสื้อครามของซือหม่าแห่งเจียงโจวเปียกชุ่มอัสสุชล ฯ

มีผู้นิยมชมชอบบทกวีนี้มาก
นำไปแต่งเพิ่มเติมเป็นอุปรากรงิ้ว ละคร บทขับลำนำ ฯลฯ
จิตรกรหลายท่านมีจินตนาการ วาดเขียนเป็นภาพมากมาย

ของผมมีอยู่หนึ่งม้วน….ข้างล่างนี่แหละครับ

สำหรับดนตรีคราวนี้ต้องเป็นเพลงพิณผีผาแน่นอน
เพลงนี้เป็นเพลงที่ศึกษาจากบทกวี “ลำนำพิณผีผา” ของไป๋จวีอี้
ท่านจะได้เห็นลีลาและเท็คนิกการใช้นิ้วที่แสนพิสดาร เช่น “หลุน”
คือการควงนิ้วดีด เสียงติดต่อกันยาวสม่ำเสมอเร่งเร็วชะลอช้าได้ตามปรารถนา
ผมว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากรองจากกู่ฉิน

Advertisements

ใส่ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น

Comments RSS TrackBack Identifier URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s