เสียวลิ้มยี่

คาดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เสียวลิ้มยี่ หรือ สำนักเส้าหลิน ที่เป็นเจ้ากังฟูของจีน

พระวัดเส้าหลิน

เส้าหลินกังฟูคือยุทธศิลป์ที่ฝึกปรือโดยพระภายใต้วัฒนธรรมพุทธแบบพิเศษที่วัดเส้าหลินที่เขาซงชาน เมืองเติงเฟิง จังหวัดเหอนาน โดยการใช้ทักษะยุทธศิลป์และการปฏิบัติเป็นรูปแบบการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนาและภูมิปัญญาเซ็นดั่งสื่อให้เห็นเป็นความหมายทางวัฒนธรรม ทำให้เส้าหลินกังฟูเป็นยุทธศิลป์ที่สมบูรณ์ทางด้านเทคนิคและทฤษฎี

วัดเส้าหลินสร้างในปีที่สิบเก้าในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ (ค.ศ. 495) เป็นจุดกำเนิดการพัฒนากังฟู แรกเริ่มพระในวัดฝึกปรือกังฟูพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง และคุ้มครองวัด และได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ กว่า 1500 ปี จนมาเป็นศิลปะที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีการต่อสู้ ความหมายล้นเหลือ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ตามบันทึกที่ปรากฎในตำรายุทธศิลป์ที่เก็บไว้ที่วัดเส้าหลิน มีกังฟูที่ฝึกปรือรุ่นแล้วรุ่นเล่า อย่างกระบวนท่าหมัดมวย สืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน วิชาหมัดมวย 72 กระบวนท่า ที่มีรูปแบบพิเศษ อย่างเช่น คว้าจับ ปล้ำ ชำระล้างกระดูก จี้จุด และจี้กง รวมแล้วทั้งหมด 255 กระบวนท่าหมัดมวย อาวุธที่ยังคงฝีกปรืออยู่ในปัจจุบัน

ภูมิปัญญาเซ็นได้ส่งเสริมให้เส้าหลินกังฟูสื่อความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง พุทธบัญญัติได้อภิวัฒน์เป็นบัญญัติทางการฝึกปรือกังฟูจนเป็นจริยวัตรและคุณธรรมของผู้ฝึกฝน อย่างเช่น การละเว้น การถ่อมตน การอดกลั้น รวมถึง พลังภายใน และ การเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและสง่างาม และการชนะคู่ต่อสู้โดยโจมตีหลังจากคู่ต่อสู้ลงมือตู่โจมก่อน

เส้าหลินกังฟูคือตัวแทนของวรยุทธจีนที่โดดเด่นที่สุด และเป็นรูปธรรมเชิงสมรรถนะแทนของวัฒธรรมเส้าหลินทั้งหมดได้ดีที่สุด

พระเส้าหลินกับราชวงศ์ถัง
ในปี ค.ศ. 620 หลีจื้อหมิน (ถังไท่จง) เคลื่อนทัพมาทางตะวันออกทางเขาซงซาน พระ 13 รูปของวัดเส้าหลินเข้าร่วมต่อสู้ป้องกันหมู่บ้านโบกู่ และบุกเข้าจับตัวแม่ทัพฝ่ายศัตรู ทำให้ทัพของหลืจื้อหมินได้ชัยชนะเหนือข้าศึก หลังการสู้รบหลีจื้อหมินพระราชทานที่ดินและทรัพย์สินให้วัด และพระที่เข้าร่วมสู้รบต่าได้รับรางวัลและตำแหน่งเกียรติยศ ถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก

ในขณะเดียวกันถังไท่จงก็ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิตรวมทั้งสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ และจากการสนับสนุนในด้านต่างๆ จากราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในสมัยซ่งหรือซ้อง ในปี พ.ศ. 1503 – พ.ศ. 1822 กังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 – พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี ราชสำนักได้ลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนวัดเส้าหลินจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับๆ ทั้งในและนอกวัดเส้าหลิน ทำให้วิชากังฟูแบบเส้าหลินยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

หนังสือเรื่อง “สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก” ของถาวร สิกขโกศล เขียนไว้ว่า วัดเส้าหลิน มีอยู่ 3 แห่งในประเทศจีน แต่ในนิยายกำลังภายในเขียนถึงมีเพียง 2 แห่ง

แห่งแรก วัดเส้าหลินตั้งอยู่บนสันเขาเสียวซิก หรือเส้าสื้อ แห่งภูเขาซงซาน (ชื่อภูเขาซงซานปรากฏอยู่ในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร)

วัดเส้าหลินแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพุทธสถานอันดับหนึ่งของจีน เพราะเป็นต้นกำเนิดนิกายเซนแบบจีน และเป็นสำนักสอนวิทยายุทธ์สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ภูเขาซงซานนี้ตั้งอยู่ในมณฑลฮ่อหนำ หรือเหอหนัน ผู้ให้กำเนิดวัดนี้คือพระพุทธภัทรเถระ ซึ่งเป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ บวชแล้วมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองจีน ทางกษัตริย์วุ่ยเซี่ยวเหวินตี้ มีพระราชศรัทธา จึงทรงสร้างวัดเส้าหลินถวายเป็นที่พำนักเมื่อปี พ.ศ.1038

วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงสมัยนั้นไม่ไกลนัก และมีความสำคัญในฐานะอารามหลวงนับแต่นั้น

วิทยายุทธ์ที่เส้าหลินแห่งนี้ เชื่อว่าเกิดตั้งแต่สมัยพระพุทธเถระรูปนี้ เพราะวัดตั้งอยู่ในป่า มีสัตว์ร้ายนานาชนิด นอกจากนี้การที่ท่านต้องนั่งสมาธินานๆจึงต้องเมื่อยขบ จึงคิดท่าบริหารร่างกายขึ้นสอนพระ เป็นตำราท่ากายบริหารและพลังลมปราณที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินหรือเสี้ยวลิ้มยี่ โงดังมากขึ้นเมื่อปรมาจารย์ตั๊กม้อจากอินเดียเดินทางมาเผยแพร่นิกายเซน เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของคนจีนมาก

บุคคลที่มีชื่อเสียงของจีนซึ่งเกี่ยวข้องกับวัดเส้าหลิน ได้แก่ “งักฮุย” วีรบุรุษกู้ชาติได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์แห่งนี้ตามด้วย “หลวงจีนกั๊กเอี้ยง” หรือเจี๋ยหยวน ผู้คิดกระบวนท่า 18 ฝ่ามืออรหันต์และ “เตียซำฮง” เจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง

วัดเส้าหลินแห่งที่ 2 อยู่ที่ภูเขาผ่านซาน ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลนัก วัดนี้สร้างสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.1789-1991) ไม่ปรากฏในนิยายกำลังภายใน

วัดเส้าหลินแห่งที่ 3 เรียกว่าเส้าหลินใต้ คู่กับเส้าหลินสำนักใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง พ.ศ.1911-2187

วัดเส้าหลินใต้นี้ตั้งอยู่ภูเขาจิ่วเหลียงซาน ไม่ค่อยมีชื่อในเรื่องศาสนา แต่จะไปเด่นในเรื่องวิทยายุทธ์ และเป็นแหล่งชุมชนของชาวฮั่นในการต่อต้านชาวแมนจู

ศิษย์คนสำคัญของเสี้ยวลิ้มยี่ใต้ ซึ่งปรากฏในนิยายจีนได้แก่ “ปึงซีเง็ก” หรือฟางสื้ออี้ ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของจักรพรรดิเฉียนหลง

ฮ่องเต้เฉียนหลงถึวงกับต้องมาถึงแดนกังหนำ ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีด้วยพระองค์เอง เพื่อปราบวัดเส้าหลินด้วยกลยุทธ์จีนปราบจีน ให้ตีกันเอง ในที่สุดเส้าหลินใต้ก็ถูกทำลาย จนศิษย์เส้าหลินกระเจิดกระเจิง มีคนหนึ่งหนีไปแต้จิ๋วและไปถ่ายทอดวิทยายุทธ์ที่นั่น

วัดเส้าหลินมีชื่อโด่งดังไปทั่วโลก เพราะปรากฏในนิยายและหนังวิทยายุทธ์หลายเรื่อง เมื่อต้นปี 2543 มีข่าวว่าทางฮ่องกงติดต่อให้วัดเส้าหลินเข้าไปเปิดสาขาสอนวิทยายุทธ์ให้ชาวจีนฮ่องกงด้วย เพราะว่าฮ่องกงเป็นแหล่งที่สร้างหนังยุทธจักรและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนในภูมิภาค ซึ่งจะเปิดรับคนเรียนได้มากขึ้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น

Comments RSS TrackBack Identifier URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s