เสียวลิ้มยี่

คาดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เสียวลิ้มยี่ หรือ สำนักเส้าหลิน ที่เป็นเจ้ากังฟูของจีน

พระวัดเส้าหลิน

เส้าหลินกังฟูคือยุทธศิลป์ที่ฝึกปรือโดยพระภายใต้วัฒนธรรมพุทธแบบพิเศษที่วัดเส้าหลินที่เขาซงชาน เมืองเติงเฟิง จังหวัดเหอนาน โดยการใช้ทักษะยุทธศิลป์และการปฏิบัติเป็นรูปแบบการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนาและภูมิปัญญาเซ็นดั่งสื่อให้เห็นเป็นความหมายทางวัฒนธรรม ทำให้เส้าหลินกังฟูเป็นยุทธศิลป์ที่สมบูรณ์ทางด้านเทคนิคและทฤษฎี

วัดเส้าหลินสร้างในปีที่สิบเก้าในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ (ค.ศ. 495) เป็นจุดกำเนิดการพัฒนากังฟู แรกเริ่มพระในวัดฝึกปรือกังฟูพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง และคุ้มครองวัด และได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ กว่า 1500 ปี จนมาเป็นศิลปะที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีการต่อสู้ ความหมายล้นเหลือ และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ตามบันทึกที่ปรากฎในตำรายุทธศิลป์ที่เก็บไว้ที่วัดเส้าหลิน มีกังฟูที่ฝึกปรือรุ่นแล้วรุ่นเล่า อย่างกระบวนท่าหมัดมวย สืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน วิชาหมัดมวย 72 กระบวนท่า ที่มีรูปแบบพิเศษ อย่างเช่น คว้าจับ ปล้ำ ชำระล้างกระดูก จี้จุด และจี้กง รวมแล้วทั้งหมด 255 กระบวนท่าหมัดมวย อาวุธที่ยังคงฝีกปรืออยู่ในปัจจุบัน

ภูมิปัญญาเซ็นได้ส่งเสริมให้เส้าหลินกังฟูสื่อความหมายทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง พุทธบัญญัติได้อภิวัฒน์เป็นบัญญัติทางการฝึกปรือกังฟูจนเป็นจริยวัตรและคุณธรรมของผู้ฝึกฝน อย่างเช่น การละเว้น การถ่อมตน การอดกลั้น รวมถึง พลังภายใน และ การเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและสง่างาม และการชนะคู่ต่อสู้โดยโจมตีหลังจากคู่ต่อสู้ลงมือตู่โจมก่อน

เส้าหลินกังฟูคือตัวแทนของวรยุทธจีนที่โดดเด่นที่สุด และเป็นรูปธรรมเชิงสมรรถนะแทนของวัฒธรรมเส้าหลินทั้งหมดได้ดีที่สุด

พระเส้าหลินกับราชวงศ์ถัง
ในปี ค.ศ. 620 หลีจื้อหมิน (ถังไท่จง) เคลื่อนทัพมาทางตะวันออกทางเขาซงซาน พระ 13 รูปของวัดเส้าหลินเข้าร่วมต่อสู้ป้องกันหมู่บ้านโบกู่ และบุกเข้าจับตัวแม่ทัพฝ่ายศัตรู ทำให้ทัพของหลืจื้อหมินได้ชัยชนะเหนือข้าศึก หลังการสู้รบหลีจื้อหมินพระราชทานที่ดินและทรัพย์สินให้วัด และพระที่เข้าร่วมสู้รบต่าได้รับรางวัลและตำแหน่งเกียรติยศ ถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก

ในขณะเดียวกันถังไท่จงก็ทรงอนุญาตให้หลวงจีนวัดเส้าหลินสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิตรวมทั้งสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ และจากการสนับสนุนในด้านต่างๆ จากราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ในสมัยซ่งหรือซ้อง ในปี พ.ศ. 1503 – พ.ศ. 1822 กังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 – พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี ราชสำนักได้ลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนวัดเส้าหลินจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับๆ ทั้งในและนอกวัดเส้าหลิน ทำให้วิชากังฟูแบบเส้าหลินยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

หนังสือเรื่อง “สกัดจุดยุทธจักรมังกรหยก” ของถาวร สิกขโกศล เขียนไว้ว่า วัดเส้าหลิน มีอยู่ 3 แห่งในประเทศจีน แต่ในนิยายกำลังภายในเขียนถึงมีเพียง 2 แห่ง

แห่งแรก วัดเส้าหลินตั้งอยู่บนสันเขาเสียวซิก หรือเส้าสื้อ แห่งภูเขาซงซาน (ชื่อภูเขาซงซานปรากฏอยู่ในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร)

วัดเส้าหลินแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพุทธสถานอันดับหนึ่งของจีน เพราะเป็นต้นกำเนิดนิกายเซนแบบจีน และเป็นสำนักสอนวิทยายุทธ์สำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ภูเขาซงซานนี้ตั้งอยู่ในมณฑลฮ่อหนำ หรือเหอหนัน ผู้ให้กำเนิดวัดนี้คือพระพุทธภัทรเถระ ซึ่งเป็นเจ้าชายในศากยวงศ์ บวชแล้วมาเผยแพร่ศาสนาที่เมืองจีน ทางกษัตริย์วุ่ยเซี่ยวเหวินตี้ มีพระราชศรัทธา จึงทรงสร้างวัดเส้าหลินถวายเป็นที่พำนักเมื่อปี พ.ศ.1038

วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงสมัยนั้นไม่ไกลนัก และมีความสำคัญในฐานะอารามหลวงนับแต่นั้น

วิทยายุทธ์ที่เส้าหลินแห่งนี้ เชื่อว่าเกิดตั้งแต่สมัยพระพุทธเถระรูปนี้ เพราะวัดตั้งอยู่ในป่า มีสัตว์ร้ายนานาชนิด นอกจากนี้การที่ท่านต้องนั่งสมาธินานๆจึงต้องเมื่อยขบ จึงคิดท่าบริหารร่างกายขึ้นสอนพระ เป็นตำราท่ากายบริหารและพลังลมปราณที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินหรือเสี้ยวลิ้มยี่ โงดังมากขึ้นเมื่อปรมาจารย์ตั๊กม้อจากอินเดียเดินทางมาเผยแพร่นิกายเซน เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของคนจีนมาก

บุคคลที่มีชื่อเสียงของจีนซึ่งเกี่ยวข้องกับวัดเส้าหลิน ได้แก่ “งักฮุย” วีรบุรุษกู้ชาติได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์แห่งนี้ตามด้วย “หลวงจีนกั๊กเอี้ยง” หรือเจี๋ยหยวน ผู้คิดกระบวนท่า 18 ฝ่ามืออรหันต์และ “เตียซำฮง” เจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง

วัดเส้าหลินแห่งที่ 2 อยู่ที่ภูเขาผ่านซาน ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลนัก วัดนี้สร้างสมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ.1789-1991) ไม่ปรากฏในนิยายกำลังภายใน

วัดเส้าหลินแห่งที่ 3 เรียกว่าเส้าหลินใต้ คู่กับเส้าหลินสำนักใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางเหนือ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง พ.ศ.1911-2187

วัดเส้าหลินใต้นี้ตั้งอยู่ภูเขาจิ่วเหลียงซาน ไม่ค่อยมีชื่อในเรื่องศาสนา แต่จะไปเด่นในเรื่องวิทยายุทธ์ และเป็นแหล่งชุมชนของชาวฮั่นในการต่อต้านชาวแมนจู

ศิษย์คนสำคัญของเสี้ยวลิ้มยี่ใต้ ซึ่งปรากฏในนิยายจีนได้แก่ “ปึงซีเง็ก” หรือฟางสื้ออี้ ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของจักรพรรดิเฉียนหลง

ฮ่องเต้เฉียนหลงถึวงกับต้องมาถึงแดนกังหนำ ฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีด้วยพระองค์เอง เพื่อปราบวัดเส้าหลินด้วยกลยุทธ์จีนปราบจีน ให้ตีกันเอง ในที่สุดเส้าหลินใต้ก็ถูกทำลาย จนศิษย์เส้าหลินกระเจิดกระเจิง มีคนหนึ่งหนีไปแต้จิ๋วและไปถ่ายทอดวิทยายุทธ์ที่นั่น

วัดเส้าหลินมีชื่อโด่งดังไปทั่วโลก เพราะปรากฏในนิยายและหนังวิทยายุทธ์หลายเรื่อง เมื่อต้นปี 2543 มีข่าวว่าทางฮ่องกงติดต่อให้วัดเส้าหลินเข้าไปเปิดสาขาสอนวิทยายุทธ์ให้ชาวจีนฮ่องกงด้วย เพราะว่าฮ่องกงเป็นแหล่งที่สร้างหนังยุทธจักรและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนในภูมิภาค ซึ่งจะเปิดรับคนเรียนได้มากขึ้น

Advertisements

สำนักง้อไบ๊

สำนักยุทธศิลป์ (Martial Arts) ง้อไบ๊ (จีนกลางเรียกเอ้อเหม่ย) ตั้งชื่อตามภูเขาง้อไบ๊ที่เป็นที่ตั้ง ง้อไบ๊ เสียวลิ้ม และ บู๊ตึง เป็นสามสำนักยุทธศิลป์หลักของจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและรู้จักกันมากที่สุด

จุดกำเนิดของยุทธศิลป์ง้อไบ๊เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า จากที่จารึกไว้ วัดพุทธที่ง้อไบ๊ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในราชวงศ์เว่ยและจิ๋น (วัดดังๆ ของจีนมักสร้างอยู่บนภูเขา) ต่อมาในราชวงศ์ถังและซ่งมีการสร้างวัดขึ้นมากมายในแถบภูเขาง้อไบ๊ จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์หมิงและฉิง พุทธศาสนาได้เจริญสูงสุด

หลังจากนั่งวิปัสนา อ่านพระสูตร และ สวดมนต์แล้ว พระและนักพรต (ผู้บวชในศาสนาเต๋า) มักจะฝึกฝนยุทธศิลป์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและสมารถคุ้มครองวัดจากโจรผู้ร้าย เนื่องจากพระและพรตที่นั่งวิปัสนากรรมฐานต่อเนื่องยาวนานจะมีพลังภายในล้ำลึก จึงมีการแลกเปลี่ยนประสพการณ์ในการฝีกฝน ยุทธศิลป์ของง้อไบ๊จึงก่อเกิดขึ้นมาอย่างนี้เอง ยุทธศิลป์ของง้อไบ๊จึงเป็นการรวมจุดเด่นและจุดแข็งของทั้งพระพุทธและพรตเต๋า โดยผสานจี้กงแบบเคลื่อนไหวของเต๋า กับจิ้กงแบบไม่เคลื่อนไหวของพุทธศาสนา รวมเป็นระบบยุทธศิลป์ของง้อไบ๊ ถ้าดูแบบนี้ เสียวลิ้มเป็นสำนักที่ฝึกจี้กงแบบไม่เคลื่อนไหวของพุทธ บู๊ตึงฝึกจี้กงแบบเคลื่อนไหวของเต๋า แต่ง้อไบ๊กลับใช้ทั้งสองแบบ

เทือกเขาง่อไบ๊

ในวรรณกรรมมังกรหยกของกิมย้ง ภาค 2 บอกว่า ก๊วยเซียง บุตรสาวของก๊วยเจ๋ง ผิดหวังรักกับเอี้ยก้วย ร่อนเร่ไปในยุทธจักร ได้พบกับเตียกุนป้อและหลวงจีนกักเอี้ยงที่เสียวลิ้ม ช่วยเหลือเตียกุนป้อ (หรือเตียซำฮง ต่อมาก่อตั้งบู๊ตึ๊ง) และหลวงจีนกักเอี้ยงหลบหนีออกจากวัดเสียวลิ้มยี่ ระหว่างทางได้ยินหลวงจีนกักเอี้ยงขณะใกล้มรณภาพท่องเคล็ดพลังเทพเก้าเอี๊ยง นางจดจำไว้ได้ขึ้นใจ หลังหลวงจีนมรณภาพแล้วนางแยกย้ายกับเตียกุนป้อ ขึ้นเขาง้อไบ๊ค้นคว้าวิชาศึกษาจนแตกฉานบรรลุ จึงก่อตั้งสำนักง้อไบ๊ขึ้นบนเขาง้อไบ๊

ในมังกรหยกภาค 3 (ฉบับ จำลอง พิศนาคะ) บรรยายว่า…

ก๊วยเซียงต้องผ่านชีวิตที่อาภัพรักมาด้วยหัวใจอันหม่นหมอง จนนางมีอายุได้สี่สิบปีในปี นางรู้แจ้งเห็นจริงในทางธรรมแห่งพระพุทธศาสนา นางจึงสละตนออกจากเพศฆราวาส บวชเป็นชีอยู่ที่ภูเขาง้อไบ๊ซัวอันเป็นยอดสูงสุด นางพยายามค้นคว้าฝึกฝนในวิชากำลังฝีมืออย่างยิ่งยวด ครั้นต่อมาในภายหลังนางได้รับศิษย์มาถ่ายทอดวิชากำลังฝีมือให้จึงกลายเป็นสำนักง้อไบ๊ซัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในแผ่นดินตงง้วนในภายหลัง

ตามบันทึกมวยของสำนักง้อไบ๊ ผู้ก่อตั้งสำนักเป็นนักบวชในลัทธิเต๋าและเป็นผู้หญิง ต่อมาจึงเข้าสู่ร่มบวรพุทธศาสนา นางฝึกฝนวิชามวยมาจากหลายสำนัก และได้คิดค้นวิชามวยที่มีรากฐานมาจากสำนักต่างๆ โดยใช้เวลาถึง 13 ปีจึงสำเร็จ เนื่องจากในจีนโบราณ เรียกผู้หญิงอีกอย่างหนึ่งว่า ง่อไบ๊ (เอ้อเหม่ย) ดังนั้นท่ามวยที่นางคิดค้นขึ้นจึงถูกเรียกว่า มวยง้อไบ๊ หลังจากนั้นเมื่อตั้งรกรากที่เขาง้อไบ๊แห่งนั้นจึงเป็นการลงตัวพอดี

ก๊วยเซียง สำเร็จวิชาที่สืบทอดจากก๊วยเจ๋ง อึ้งย้ง จิวแป๊ะทง อึ้งเอี๊ยะซือ หลายวิชา
1. กระบี่วีรสตรี
2. วรยุทธเกาะดอกท้อ (สำเร็จแค่วิชาฝ่ามือ กับดรรชนี)
3. หมัด 72 คังเม้ง
4. เก้าท่าคว้าจับ
5. เก้าอิมจินเก็ง ก๊วยเซียงสำเร็จเก้าอิมจินเก็งด้วย

วิชาที่ 3 และ 4 เป็นสุดยอดวิชาของจิวแป๊ะทง

ก๊วยเซียงนับว่าเก่งมาก ลามะจักรทองยังดูออกเลยว่าอนาคตเด็กคนนี้ต้องเป็นยอดฝีมือแน่ๆ

วิชาที่ก๊วยเซียงบัญญัติเป็นวิชาง่อไบ้ ส่วนใหญ่เป็นวิชาฝ่ามือ จริงแล้วง่อไบ้ล้ำเลิศในด้านวิชามวย
1. ฝ่ามือหิมะบินทะลวงเมฆา
2. ฝ่ามือสุดทองนิรันดร์
3. ฝ่ามือรัศมีพุทธะ
4. ฝ่ามือสี่สภาพ
5. กระบี่หวิวลมหวน
6. กระบี่กำจัดมารอสูร
7. ดรรชนีง้อไบ้

วิชาง้อไบ๊ออกแนวกว้างขวาง เพราะก๊วยเซียงออกท่องยุทธภพ ตามหาเอี้ยก้วยจวบจนอายุ 40 กระบวนท่าง้อไบ้เน้นเชิงรุก อาศัยความรวดเร็วคล่องแคล่ว พิฆาตศัตรู

แต่พอมายุคมิกจ๊อซือไท่ซึ่งเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่ 3 ในมังกรหยกภาค 3 วิชายุทธหดหายเหลือแต่เพลงกระบี่ ดังนั้นจึงกำชับกำชานางจิวจี้เยียกศิษย์ที่หมายมั่นให้เป็นเจ้าสำนักต่อ ให้เสาะหาวิชายุทธของสำนักที่หายไป กลับคืนมา

ประหนึ่งหยาดฟ้ามาสู่ดิน

กิมย้งเขียนเรื่อง จอมใจจอมยุทธ เป็นเรื่องแรก ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ The New Evening Post ลงตอนแรกเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2498 นานหนึ่งปีจึงจบเรื่อง เพียงเรื่องแรกท่านก็เปล่งประกายเจิดจ้า เป็นนักเขียนระดับนำของนิยายวรยุทธ (อู่เสีย หรือ บู๊เฮี้ยบ) ยุคใหม่ ต่อมาผลงานเรื่องที่สามของท่าน มังกรหยก ภาคหนึ่ง หรือ วีรบุรษยิงอินทรี ส่งท่านเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อลือลั่นไปทั่วเอเชีย ผลงานต่อๆ มา แปดเทพอสูรมังกรฟ้า และ อุ้ยเสี่ยวป้อ ยกระดับท่านเข้าสู่นักประพันธ์ชั้นเทพ ที่อดีตไม่เคยมีมา และในอนาคตไม่แน่ว่าจะพานพบ

ท่านกิมย้งรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิยาลัยเคมบริดจ์

ท่านประพันธ์นิยายทั้งหมด 15 เรื่อง มีเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องคือ กระบี่นางพญา (Sword of the Yue Maiden) และอีก 14 เรื่องเป็นนิยายเรื่องยาว นิยายเกือบทั้งหมดลงพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์รายวัน ต่อมาจึงจัดทำเป็นรูปเล่ม นิยายของท่านทั้งหมดได้รับการแปลเป็นภาษาไทย ผู้ที่แปลครบทุกเรื่อง คือ น. นพรัตน์ นักแปลท่านอื่นได้แก่ จำลอง พิศนาคะ, ว. ณ เมือง ลุง และ คนบ้านเพ

ผลงานของท่านเรียงตามลำดับการเขียน มีดังนี้ (ชื่อภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นชื่อเรื่องที่ได้รับการแปลของ น. นพรัตน์ ยกเว้น มังกรหยก ทั้งสามภาค เป็นชื่อที่ตั้งโดย จำลอง พิศนาคะ)

จอมใจจอมยุทธ (The Book and the Sword) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน The New Evening Post ในปี 1955
เพ็กฮ้วยเกี่ยม (Sword Stained with Royal Blood) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Hong Kong Commercial Daily ในปี 1956 (จำลองแปล ใช้ชื่อ เพ็กฮ้วยเกี่ยม เช่นกัน)
มังกรหยกภาค 1 (The Legend of the Condor Heroes) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Hong Kong Commercial Daily ในปี 1957 (น. นพรัตน์ แปลใช้ชื่อ ก๊วยเจ๋งยอดวีรบุรุษ)
จิ้งจอกภูเขาหิมะ (Flying Fox of Snowy Mountain) ตีพิมพ์ครั้งแรก Ming Pao ฉบับปฐมฤกษ์ ในปี 1959
มังกรหยกภาค 2 (The Return of the Condor Heroes) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1959 (น. นพรัตน์ แปลใช้ชื่อ เอี้ยก่วยเจ้าอินทรี)
จิ้งจอกอหังการ์ (Other Tales of the Flying Fox) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1960
เทพธิดาม้าขาว (Swordswoman Riding West on White Horse) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Ming Pao ในปี 1961 (จำลองแปล ใช้ชือ นางพญาม้าขาว)
ดาบอ้วงเอียงตอ (Blade-dance of the Two Lovers) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Ming Pao ในปี 1961
มังกรหยกภาค 3 หรือ ดาบมังกรหยก (Heaven Sword and Dragon Sabre) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Ming Pao ในปี 1961
กระบี่ใจพิสุทธิ์ (A Deadly Secret) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Southeast Asia Weekly ในปี 1963 (จำลองแปล ใช้ชือ มังกรแก้ว)
แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (Demi-Gods and Semi-Devils) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1963 (จำลองแปล ใช้ชือ มังกรหยกภาคสมบูรณ์)
มังกรทลายฟ้า (Ode to Gallantry) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1965 (จำลองแปล ใช้ชือ มังกรทอง)
กระบี่เย้ยยุทธจักร (The Smiling, Proud Wanderer) ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Ming Pao ในปี 1967
อุ้ยเสี่ยวป้อ (The Deer and the Cauldron) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 1969-1972
กระบี่นางพญา (Sword of the Yue Maiden) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1970

นิยายมังกรหยกสามเรื่องจัดรวมเป็นไตรภาค และ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ถือได้ว่าเป็นภาคปฐมของไตรภาคมังกรหยก จิ้งจอกภูเขาหิมะและจิ้งจอกอหังการ์นับว่าต่อเนื่องกัน โดยมีตัวละครจากจอมใจจอมยุทธปรากฎอยู่ด้วย และตัวละครจากเรื่องเพ็กฮ้วยเกี่ยมยังปรากฎอยู่ในเรื่องอุ้ยเสี่ยวป้อ

ผลงานของท่านที่หาซื้ออ่านได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป มีเพียง ไตรภาคมังกรหยก แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (ทั้สองเรื่องนี้มีทั้งสำนวนแปล น. นพรัตน์ พิมพ์โดย สพ. สยามอินเตอร์บุ๊ค และ จำลอง พิศนาคะ พิมพ์โดย สพ. สร้างสรรค์) จิ้งจอกภูเขาหิมะ จิ้งจอกอหังการ์ (สองเรื่องหลังนี้แปลโดย น. นพรัตน์ ตีพิมพ์โดยสองสำนักพิมพ์นี้เช่นกัน สำหรับของ สพ สร้างสรรค์ จะเหลือน้อยและมีราคาถูก) และ กระบี่เย้ยยุทธจักร (สพ. สยามอินเตอร์บุ๊ค)

นอกนั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ต้องออกตามล่าหาตามร้านหนังสือเก่า ร้านหนังสือบนเน็ท ซึ่งแล้วแต่บุญวาสนาให้พบพานแล้ว รุ่นที่นับว่าดีที่สุด ถือเป็นอัญญมณี พิมพ์โดย สพ. ดอกหญ้า มีกล่อง เป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างมาก ราคาขึ้นไปหลายเท่าตัวจากราคาปก


จอมใจจอมยุทธ ที่มีชื่อ ภาษาจีนว่า จือเกี่ยมอึ้งชิ้วลก (书剑恩仇录) แปลว่า คัมภีร์และกระบี่: บันทึกบุญคุณความแค้น เป็นเรื่องราววีรกรรมของพี่น้องสมาคมดอกไม้แดง ที่มีเป้าหมายโค่นล้มการปกครองของแมนจูเหนือแผ่นดินจีน ในรัชสมัย เฉียนหลงฮ่องเต้ และความเกี่ยวพันกับชนเผ่าอิสลามที่ตั้งถิ่นฐาน นอกกำแพงใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ปัจจุบันเป็นมนฑลซินเกียงของจีน คำว่า คัมภึร์ในชื่อนิยาย หมายถึง คัมภีกุรอ่าน

ระหว่างการเดินทางของตั้งแกลก (เฉินเจี่ยลั่ว) ประมุขสมาคมดอกไม้แดงไปช่วยเหลือเผ่าอิสลามจากการบุกรุกของกองทัพราชวงศ์ชิง เขาพบกับผู้หญิงที่สวยที่สุดในจักรวาลของกิมย้ง ในสถานที่วิจิตรงดงามทีกิมย้งบรรยายดุจวิมานในแดนดิน ดังนี้

“บนท้องทะเลทรายอันรกร้าง พลันปรากฎทิวทัศน์วิจิตรงดงามเช่นนี้…”

“ตอนใต้บึงมีลำธารน้ำตกอีกสายหนึ่ง สะเก็ดน้ำแตกกระเซ็นซ่าน ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่องเป็นสายรุ้งเส้นหนึ่ง รอบบึงปรากฎต้นไม้บุปผาขึ้นแซม สีแดงชาวของต้นไม้สะท้อนลงผิวบึงเขียวสดใส กอปรเป็นทิวทัศน์วิจิตรพิสดาร”

“ตั้งแกลกชมดูจนอ้าปากค้าง ได้ยินนกน้อยบนต้นไม้ร้องเริงร่า กอนน้ำแข็งในบึงกระทบกัน กอปรกับเสียงน้ำตก ผสานเป็นทำนองดนตรีชนิดหนึ่ง”

การปรากฎตัวของ ฟาติลี บุตรสาวประมุขเผ่าอิสลาม ผู้เป็นสุดยอดของความงดงาม ท่ามกลางทิวทัศน์วิจิตรงดงาม ที่กิมย้งไม่ได้บรรยายมากมาย เพียงแค่…

“พลันเห็นน้ำในบึงกิดระลอกขึ้นเล็กน้อย มือขาวผ่องประดุจหยกยื่นปราดขึ้นมา จากนั้นปรากฎศีรษะเปียกชุ่มโชกโผล่จากผิวน้ำ…

พริบตานั้น ตั้งแกลกเห็นชัดตาว่านั่นเป็นดรุณีสาวงามผุดผาดนางหนึ่ง…

ท่ามกลางต้นไม้เขียวขจี เผยเห็นผิวพรรณขาวพ่องปานเย้ยหิมะ… เพ่งดวงตาสุกใสปานดาวเรืองบนท้องฟ้าจ้องมา”

ยามนั้น ตั้งแกลกยังเข้าใจว่าเป็นเทพวารี หรือไม่ก็เป็นอัปสรสวรรค์ ความงดงามของเธอที่สุดฟ้าสุดดินนี้กิมย้งบรยายให้เราทราบผ่านทางปฏิกิริยาของผู้คนที่พบเธอ

ภาพของฟาติลีตามจินตนากรของจิตรกร คงไม่ถึงหนึ่งหมื่นของตัวตนในนิยาย

(ยังเขียนไม่จบ)