เนี่ยอู้เซ็ง นักกระบี่นิยายกำลังภายใน ลายุทธภพ

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 30 มกราคม 2552 10:34 น.

หากเปรียบ “สามทหารเสือ” ดั่งขุนพลแห่งตำนานวรรณกรรมฝรั่งเศสของโลกตะวันตกแล้ว โลกตะวันออกก็มี “สามนักกระบี่” เป็นขุนพลผู้สร้างตำนานนิยายกำลังภายใน คือ เนี่ยอู้เซ็ง, กิมย้ง, และโกวเล้ง และ ณ บัดนี้ โลกวรรณกรรมนิยายกำลังภายใน ก็ได้สูญเสียนักกระบี่ไปอีกคน คือ เนี่ยอู้เซ็ง หลังจากที่ได้สูญเสีย นักกระบี่โกวเล้งไปเมื่อ 24 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2528) เหลือเพียงนักกระบี่ท่านเดียวที่ยังมีชีวิตคือ ท่านปู่ กิมย้ง วัย 84 ปี

เนี่ยอู้เซ็ง หรือในเสียงอ่านภาษาจีนกลาง เหลียง อี่ว์เซิง(梁羽生) นักกระบี่ผู้รังสรรค์นิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิกแห่งฮ่องกง ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี เนื่องจากโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะและอัมพฤกษ์ที่โรงพยาบาลในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

สำหรับผลงานที่โดดเด่นของนักกระบี่ท่านนี้ ได้แก่ นางพญาผมขาว (白发魔女), เจ็ดนักกระบี่แห่งเทียนซาน (七剑下天山), รอยแหนเงาจอมยุทธ์ (萍踪侠影录), หยุนไห่อี้ว์กงหยวน(云海玉弓缘)เป็นต้น

งานของเนี่ยอู้เซ็ง ที่มีฉบับแปลพากษ์ไทยเกือบ 10 เรื่อง ส่วนใหญ่แปลโดย จำลอง พิศนาคะได้แก่ แม่เสือขาว (พิมพ์ใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น นางพญาผมขาว), เจ็ดนักกระบี่ (แห่งเทียนซาน), สามกระบี่สาว, มังกรมรกต, จ้าวแผ่นดิน, จอมยุทธ์สัญจรแห่งราชวงศ์ถัง เป็นต้น สำหรับ น. นพรัตน์ ก็ได้จับงานชิ้นเยี่ยมของเนี่ย อู้เซ็งมาแปล ได้แก่ รอยแหนเงาจอมยุทธ์ (ฉบับแปลครั้งแรกใช้ชื่อ กระบี่กู้บัลลังก์), นางพญาผมขาว สิงห์นิยายกำลังภายในชาวไทยกล่าวว่าสุดยอดนิยายกำลังภายในอีกเรื่องของเนี่ยอู้เซ็ง ที่ยังไม่มีผู้แปลฉบับพากษ์ไทยคือ หยุนไห่อี้ว์กงหยวน

งานเขียนของ เนี่ยอู้เซ็ง ครองใจนักอ่านทุกระดับชนชั้น หากเทียบกับงานเขียนของกิมย้งแล้ว ผลงานของ เนี่ยอู้เซ็ง จะมีพื้นฐานของโคลงกลอน นิยาย และประวัติศาสตร์จีนที่ลึกซึ้งมากกว่า นิยายกำลังภายในของเนี่ย อู้เซ็ง ทุกเรื่อง ได้รับการแปลเป็นพากษ์ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่นๆ

นิยายกำลังภายในภายใต้นามปากกา เนี่ยอู้เซ็ง เรื่องแรก เผยแพร่สู่บรรณพิภพเมื่อปี พ.ศ. 2497 (1954) จนถึงปี 2527 (1984) เนี่ย อู้เซ็ง มีผลงานฝากไว้ในบรรณภพตลอด 30 ปีนี้ รวมทั้งสิ้น 35 เรื่องด้วยกัน สร้างตัวละครมากกว่าร้อยตัว และได้รับการยกย่องสร้างสรรค์ตัวละครหญิงได้ดีที่สุดในเรื่องนางพญาผมขาว สำหรับผลงานชิ้นสุดท้าย คือ เรื่อง เฟิงเตา (封刀)หลังจากนั้นก็ล้างมือในอ่างทองคำ หันไปทุ่มเทเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์

สำหรับแนวคิด เกี่ยวกับ อู่เสีย (武侠) ของเนี่ย อู้เซ็ง คือ “อู่” ซึ่งหมายถึงการต่อสู้นั้นเป็นวิธีการ และ “เสีย” ซึ่งหมายถึงคุณธรรม ความกล้าหาญนั้น คือ เป้าหมายที่แท้จริง ดังนั้น เนี่ย อู้เซ็งจึงยึดถือหลักการ “ใช้คุณธรรมเพื่อหยุดการต่อสู้” เป็นแนวคิดพื้นฐานในการสร้างสรรค์งานเขียนกำลังภายใน

เหลียง อี่ว์เซิง 梁羽生 เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2467 (1924) มีชื่อเดิม คือ ตั้ง บุ้นทง หรือในเสียงอ่านจีนกลางคือ เฉิน เหวินถ่ง (陈文统) บ้านเกิดอยู่ที่อำเภอเหมิงซานของดินแดนชนชาติจ้วงในเขตปกครองตัวเองกว่างซี หรือกวางสี เป็นครอบครัวบัณฑิตที่มีชื่อเสียงและมีฐานะดี เนี่ย อู้เซ็ง เติบโตท่ามกลางธรรมชาติภูเขาสวยงาม ทั้งยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากมายจากผู้ทรงความรู้ที่อพยพมาจากนครกวางเจา ซึ่งสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เอื้ออำนวยแก่การอ่านหนังสือ เขียนบทกวี

เนี่ยอู้เซ็ง หลงใหลการอ่านนิยายกำลังภายในชนิดลืมกินลืมนอน กระทั่งเติบใหญ่เข้าสู่สังคม ก็ยังรักการอ่านและวิจารณ์นิยายกำลังภายใน กอปรด้วยความรู้มหาศาลด้านประวัติศาสตร์วรรณกรรม ภูมิหลังเหล่านี้เอง ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งในการสร้างสรรค์นิยายกำลังภายในแก่จอมยุทธ์นักเขียนท่านนี้

หลังสงครามต่อต้านญี่ปุ่นสิ้นสุดลง เนี่ยอู้เซ็ง เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเนี่ยน้ำ (岭南大学) นครกวางเจา สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หลังจบการศึกษา ด้วยจิตใจรักด้านประวัติศาสตร์, วรรณกรรม และโคลงกลอนกวีโบราณ จึงได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ “ต้ากงเป้า” ของฮ่องกง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่หนุนลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ในปีพ.ศ. 2492 (1949) ก็ได้สิทธิพำนักถาวรในฮ่องกง ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่นครซิดนีย์

เนี่ยอู้เซ็ง มีนามปากกาหลายชื่อ เช่น เหลียง ฮุ่ยหรู , เฝิง อวี๋หนิง (*เสียงอ่านจีนกลาง)เป็นต้น โดยมีผลงานเขียนทั้งปกิณกะ บทวิจารณ์วรรณกรรม และบันทึกประวัติศาสตร์วรรณกรรม นอกจากนี้ยังเคยเขียนบทวิจารณ์หมากรุกจีน ภายใต้นามปากกา “เฉินหลู่” (*เสียงอ่านจีนกลาง) ซึ่งงานเขียนวิจารณ์หมากรุกจีนที่มีอรรถรส อ่านแล้วตื่นเต้นยิ่งกว่าลุ้นเชียร์ที่ขอบสนามเสียอีก

เนี่ยอู้เซ็ง ป่วยเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 ในงานเลี้ยงที่ฮ่องกงและเป็นลมกลางงาน หลังจากนั้นก็ได้พักรักษาสุขภาพ ที่โรงพยาบาลนครซิดนีย์ จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี

น. นพรัตน์ เล่าชีวิต นักกระบี่ เนี่ยอู้เซ็ง

ในวาระการสูญเสีย “นักกระบี่” แห่งโลกนิยายกำลังภายในนี้ “มุมจีน” ได้สัมภาษณ์นักแปลนิยายกำลังภายในมือฉมัง คุณ น. นพรัตน์ เกี่ยวกับชีวิต และความโดดเด่นของงานเนี่ยอู้เซ็ง

คุณ น. นพรัตน์ เล่าถึง “เนี่ยอู้เซ็ง เป็นศิษย์พี่ของ กิมย้ง สำหรับคำ อู้เซ็ง นี้ มีความหมายถึง “ศิษย์ของแป๊ะอู้” แป๊ะอู้ หรือในเสียงอ่านจีนกลางคือ ไป๋อี่ว์(白羽 )เป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในที่มีชื่อเสียงในยุคสาธารณรัฐจีน (1930-1940) เนี่ย อู้เซ็งเสื่อมใสงานของเขามาก จึงตั้งชื่อนามปากกาคารวะ แป๊ะ อู้ เป็นครู เช่นนี้

เนี่ยอู้เซ็ง จัดเป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก โดยรุ่นก่อนหน้านั้น เรียกเป็นนิยายกำลังภายในรุ่นเก่าในยุคสาธารณรัฐ นิยายกำลังภายในห่างหายไปจากชีวิตผู้คนทั่วไปเป็นเวลานานนับจากช่วงปลายยุคสาธารณรัฐจีน ต่อเนื่องมาถึงยุคสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งห้ามการเสพนิยายกำลังภายใน กระทั่งเนี่ยอู้เซ็ง และกิมย้งได้บุกเบิกนิยายกำลังภายใน จนเป็นที่นิยมทั่วดินแดนจีน ทั้งในฮ่องกง ไต้หวัน ถึงดินแดนที่มีชาวจีนโพ้นทะเลหนาแน่น เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น

ก่อนที่นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของ เนี่ยอู้เซ็ง ถือกำเนิดในบรรณพิภพเมื่อปีพ.ศ. 2497 จ้าวสำนักวรยุทธ์ 2 สำนักในฮ่องกง คือ สำนักไท้เก๊ก และสำนักนกกระเรียนขาว เปิดศึกวิวาทะกัน และได้เริ่มโจมตีกันบนหน้าหนังสือพิมพ์ จากนั้นก็เปิดเวทีประลองยุทธ์แลกหมัดกันตัวต่อตัวที่เวทีเลยไถในมาเก๊า เป็นที่โจษจันฮือฮาทั้งในมาเก๊า และฮ่องกง กระทั่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ซิงมึ่งป่อ (ซินหวั่นเป้า) เกิดความคิดและได้ชวน ตั้ง บุ้นทง เขียนนิยายกำลังภายในโดยใช้เหตุการณ์ประลองยุทธ์นี้ เป็นฉากหลัง เพื่อตอบสนองความสนใจผู้อ่าน และในวันที่สามของการประลอง นิยายกำลังภายใน เรื่อง “มังกรถล่มพยัคฆ์เมืองหลวง” (龙虎斗京华)ประพันธ์โดย เนี่ยอู้เซ็ง ก็ได้ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อ นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของ เนี่ยอู้เซ็ง นี้เอง ได้เปิดยุคนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก

ในปีถัดมา 2498 กิมย้ง ก็ได้ประเดิมนิยายกำลังภายในเรื่องแรกของเขาใน ซิงมึ่งป่อ เช่นกัน คือเรื่อง ตำนานอักษรกระบี่ 书剑恩仇录 ฉบับพากษ์ไทยโดย น. นพรัตน์ (ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ในชื่อ จอมใจจอมยุทธ์)จากนั้น เนี่ยอู้เซ็ง และกิมย้ง ก็ได้กลายเป็นดาวจรัสแสงผู้สร้างโลกนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก โดยมีโกวเล้งร่วมสร้างสรรค์สุดยอดเพลงกระบี่นิยายกำลังในอยู่ในไต้หวัน

สำหรับงานเขียนนิยายของ เนี่ยอู้เซ็ง ใช้ภาษาแบบแผน กระชับ มีจุดเด่นในการสร้างตัวละครโดยเฉพาะตัวละครหญิง เน้นศิลปะวรรณคดี เจ้าบทเจ้ากลอน มีผู้เปรียบงานของเนี่ย อู้เซ็ง เหมือนน้ำธรรมดาทั่วไป แต่เป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ทุกคนขาดมิได้ สารัตถะในงานของเนี่ย อู้เซ็ง มุ่งแสดงความเป็นวีรบุรุษ ความรักชาติ ขณะที่เนื้อหานิยายของกิมย้ง เน้นไปที่ อธรรม

นอกจากนี้ เราสามารถสัมผัสบุคลิกของเนี่ยอู้เซ็งได้จากตัวละครเอกคือ เตี่ยตังปัง ใน “รอยแหนเงาจอมยุทธ์” ซึ่งสะท้อนบุคลิกของเนี่ย อู้เซ็งมากที่สุด อีกเรื่องที่จัดเป็นงานชิ้นเยี่ยม ซึ่งสร้างผู้ร้ายเป็นตัวเอกได้ดี คือ หยุนไห่อี้ว์กงหยวน

คุณ น. นพรัตน์ กล่าวอย่างอาลัยว่า

“การเสียชีวิตของเนี่ยอู้เซ็ง เสมือนการสูญเสียหยกที่ใสบริสุทธิ์ล้ำค่าเม็ดหนึ่งของจีน”

กระบี่กู้บัลลังก์ – รอยแหนเงาจอมยุทธ

กระบี่กู้บัลลังก์ – รอยแหนเงาจอมยุทธ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ เนี่ยอู้เซ็ง ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทย 2 สำนวน และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนต์ทีวีและจอใหญ่
สำนวนแรกเป็นของ จำลอง พิศนาคะ เข้าใจว่าแบ่งเป็นสองเรื่อง คือ มังกรมรกต และ จ้าวแผ่นดิน ข้อมูลส่วนนี้ต้องมีการยืนยันอีกครั้ง

มังกรมรกต
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ ผดุงศึกษา พิมพ์ปี พ.ศ. 2505 จำนวน – เล่มจบ (เล่มเล็ก)
จ้าวแผ่นดิน
ไม่มีข้อมูลการพิมพ์

กระบี่กู้บัลลังก์
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์

พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ สยามสปอร์ตพัลลิชชิ่ง พิมพ์ปี พ.ศ. 2528 จำนวน 3 เล่มจบ

พิมพ์ครั้งที่ 2 ใช้ชื่อว่า “รอยแหนเงาจอมยุทธ์”

รอยแหนเงาจอมยุทธ์
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์

พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 1 เล่มจบ

ถ้านับลำดับความทางประวัติศ่าสตร์ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากเรื่อง ดาบมังกรหยก ที่ประพันธ์โดยกิมย้ง นับจากจูหยวนจาง (จูง้วนเจียง) สถาปนาราชวงศ๋หมิง (เหม็ง หรือ เม้ง แปลว่า แสงสว่าง คำนี้มาจากชื่อลัทธิเม้งก่า) มาสามรัชสมัย เป็นเรื่องทายาทของขุนนางผู้จงรักต่อราชวงศ์ กับทายาทของขุนทหารที่กรำศีกมากับจูหยวนจาง แต่ค้องหนีภัยโทษตายไปอาศัยอยู่กับมงโกล หวังอาศัยกำลังมองโกลกลับมากู้แผ่นดินซ้องคืน ความรักของหนุ่มสาวกับความแค้นของตระกูล ดั่งวรรณกรรมรักรันทดคลาสสิค โรเมโอกับจูเลียต ของเชคสเปียร์

ชมวิดีโอคลิปภาพยนต์ทีวี กระบี่กู้บัลลังก์ ฉบับ หมีเซียะ หลิวสงเหยิน และฟังเพลงเพราะ

ของแถมสำหรับแฟนหมีเซียะ ชมรูป หมีเซียะ หวีอันอัน สวยๆ ในเรื่อง ศีกสองนางพญา ได้ที่
http://pyjclub.com/board/lofiversion/index.php?t721.html

นางพญาผมขาว

นางพญาผมขาว


ลองชมคลิบที่เร่าร้อนระหว่าง แป๊ะฮวดม้อนึ้ง (รับบทโดย หลินชิงเสีย) กับ โต๊ะอิดฮั้ง (เลสลี่จาง) เพลงประกอบในฉากนั้นเพราะมาก ที่น่าตื่นเต้นคือฉากรักฉากนี้ สวยงามมาก และเป็นที่เลื่องลือมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ หลินชิงเสีย ยอมเปลือยท่อนบนเล่นบทรัก โดยเธอบอกว่าเธอยอมเล่นเฉพาะกับ เลสลี่ จาง ที่เป็นเพื่อนสนิท (เป็นเกย์) เท่านั้น

เรื่องราวของความรักรักที่ต้องห้ามระหว่างศิษย์สำนักบู๊ตึ๊ง กับนางมารน้อย ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งความผิดหวังและจำพรากจนชั่วนิรันดร์ ความผิดหวังแค่ชั่วข้ามคืนผมนางกลายเป็นสีขาวโพลน

ผลงานที่โด่งดั่งของ เนี่ยอู้เซ็ง (จีนกลาง เหลียง อี่ว์เซิง) ผู้บุกเบิกนิยายจีนกำลังภายในยุคปัจจุบัน มีการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยสองสำนวน

จำลอง พิศนาคะ ใช้นามแฝง “ปาจรีย์” แปลออกมาใช้ชื่อว่า แม่เสือขาว (แป๊ะฮวดม้อนึ้งตึ้ง) และนับตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่ 3 ไป เปลี่ยนไปใช้ชื่อ นางพญาผมขาว และชื่อคนแปล เปลี่ยนเป็น จำลอง พิศนาคะ

แม่เสือขาว ข้อมูลเกี่ยวกับการตีพิมพ์ได้มาจาก เว็บของท่านมือปีศาจ
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง 5 เมษายน พ.ศ. 2467 (1924) – 22 มกราคม 2552 (2009)
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ ศิริอักษร (เพลินจิตต์) พิมพ์ปี พ.ศ. 2502 จำนวน – เล่มจบ (เล่มเล็ก) และ ฉบับปกแข็ง 2 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2516 จำนวน 3 เล่มจบ
นางพญาผมขาว
พิมพ์ครั้งที่ 3 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2522 จำนวน 3 เล่มจบ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 นี้ ใช้ชื่อ นางพญาผมขาว
พิมพ์ครั้งที่ 4 สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. จำนวน 3 เล่มจบ สั่งซื้อ

สำนวนที่สอง เป็นของ น. นพรัตน์ อ่านงายกว่า แต่บางทีอาจไม่กินใจเท่าสำนวนของ จำลอง พิศนาคะ

นางพญาผมขาว
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์
พิมพ์โดย สพ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 4 เล่มจบ อาจยังมีจำหน่าย

ลองอ่านสำนวนแปล ของ จำลอง พิศนาคะ (ปาจรีย์) ดูนะครับ ว่าอ่านได้ไหม ถ้าแนะนำให้ซื้อ ฉบับของ ท่าน จำลอง เลยครับ

เดือนเก้าย่างเข้าฤดูชิวเทียนอันหนาวเย็น มวลหมู่แมกไม้ทางภาคเหนือร่วงหล่นอยู่เกลื่อนกลาด ลำต้นแลกิ่งก้านมองดูโปร่งตา เส้นทางนั้นมีขบวนเดินทางด้วยม้าแลคนหมู่หนึ่ง กำลังลัดเลาะไปตามทิวเขาตั้วปาซัวอันยาวเหยียด ทอดอยู่ระหว่างมณฑลเสฉวนกับเซียมไซแดนต่อแดนติดต่อกัน ม้านั้นควบบ่ายโฉมไปทางด้านตะวันตก ผู้ขับขี่นำไปข้างหน้าเป็นพวก บู๊ซือ (ครูเพลง อาวุธ) แต่ละคนรูปร่างล่ำสันกำยำท่ามกลางขบวนรถเทียมล่อ ผู้ที่นั่งอยู่ในรถนั้นเป็นอ้วนวั่ว (คหบดี) มีอายุวัยห้าสิบ สวมเสื้อหนังสัตว์เพื่อความอบอุ่นของร่างกายในฤดูที่มีอากาศเยือกเย็น อ้วนวั่วผู้นี้มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยแลมีแววอ่อนโยนอยู่ในที ข้างรถเทียมล่อคันนั้น ขนาบด้วยม้าสูงใหญ่อ้วนพีเบื้องหลังมีหนุ่มน้อยนั่งอยู่ แต่หน้าตาดั่งพยัคฆ์ร้าย ขนคิ้วแหลมยาวเหมือนปลายกระบี่ ทั้งตนเองก็สะพายกระบี่ควบขับเหยาะย่าง มาด้วยท่าทางอันสง่างาม เสียงฝักกระบี่กระทบกับผนังอานม้าอยู่ไม่ขาดระยะทุกฝีก้าวม้าที่ซอยเท้าอยู่ในขบวน

อ้วนวั่ว (คหบดี) ผู้ที่ซ่อนร่างอยู่ในประทุนรถนั้น้ชเป็นจกต๊ก (เทศาภิบาล) คนเก่าแห่งมณฑลฮุนหนำแลกุยจิว มีชื่อแซ่ว่า โต๊ะต้งเลี้ยม ชายชราผู้นี้มาตรว่าจะได้รับราชการเป็นขุนนางผู้ใหญ่ และเป็นคนตงฉิน (คนซื่อ) ต่อแผ่นดิน คำพังเพยแต่โบราณกาลมีมาอยู่คำหนึ่งกล่าวไว้ว่า เป็นนายอำเภอที่ซื่อตรงต่อราชการสามปี เงินกำนัลก็ลอยมาสิบหมื่น

โต๊ะต้งเลี้ยมเป็นจกต๊ก (เทศาภิบาล) โดยไม่ต้องทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ทรัพย์สมบัติหลั่งไหลเข้ามาเป็นมหาศาลเพียงแต่ของกำนัลของผู้น้อยที่ต่างมามอบให้ก็เหลือเฟือจนแทบจะไม่มีที่เก็บงำ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาพักราชการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม จึงต้องเชิญบู๊ซือ (ครูเพลงอาวุธ) มาคุ้มกันขบวนการเดินทางเพื่อความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย

หนุ่มน้อยผู้ขับขี้ม้าเหยาะย่างเคียงข้างมาหาใช่ผู้คุ้มกันขบวนเดินทางไม่ แต่เป็นผู้ร่วมทางมากับขบวนนี้ด้วย และเป็นผู้ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องอันน่าสนใจ

ชายชราตำแหน่งที่จกต๊ก (เทศาภิบาล) คนเก่าแห่งแผ่นดิน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่มณฑลซัวไซทางภาคเหนือภูมิลำเนานั้นเป็นเคหะสถานใหญ่โต สืบมาแต่บรรพบุรุษแห่งตระกูล แต่มิได้ร่ำรวยประการใด ตนเองมีบุตรชายหนึ่งคน หลานชายหนึ่งคน บุตรชายชื่อโ๖ชต๊ะกี้เฮี้ยนรับราชการอยู่ในเมืองหลวงมีตำแหน่งฮู โป๋ซี้ลั้ง หลานชายชื่อโต๊ะอิดฮั้ง เอเยาว์วัยติดตามบิดาไปอยู่ในเมืองหลวงเช่นกัน เวลานี้มีอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี

โต๊ะอิดฮั้งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดลึกซึ้งเหนือกว่าผู้เยาว์ด้วยกัน ผู้เป็นปู่มีความคิดถึงหลานชายผู้นี้อยู่ตลอดเวลา แลการพักราชการกลับภูมิลำเนาเดิมในครั้งนี้มีหังสือไปแจ้งบุตรชายให้จัดการส่งหลานชายกลับบ้านด้วย แต่หลานชายก็หาได้มาตามคามประสงค์ของผู้เป็นปู่ไม่ ก้วงเซี้ยวน้ำเป็นผู้ถือหนังสือของบุตรชายมาหาตน ในหนังสือนั้นบอกว่าหลานชายกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมตัวจะเข้าสอบไล่ จึงไม่สามารถกลับมาได้

ก้วงเซี้ยวน้ำเป็นเพื่อนนักเรียนกับหลานชายตน มีความรู้ในวิชากำลังฝีมือ พอดีมีกิจธุระที่จะต้องเดินทางไปมณฑลเซียมไซด้วย จึงขอร้องขอร่วมทางมากับโต๊ะต้งเลี้ยม แลเมื่อการเป็นเช่นนี้ทั้งสองฝ่ายก็สะดวกต่อกัน

โต๊ะต้งเลี้ยม ได้สนทนากับก้วงเซี้ยวน้ำแล้วจึงแจ้งว่าชายหนุ่มผู้นี้ ไม่ใคร่มีความรู้ในหนังสือแตกฉานเท่าใดนักทำให้คิดไปว่า พวกนัดเรียนเขียนอ่านเมื่อมาฝึกหัดเพลงกระบี่ถึงจะมีกำลังฝีมือเป็นสามารถก็ไม่สันทัดเชี่ยวชาญสักเท่าใดนักคล้ายกับคนจับจดเรียนวิชา โต๊ะต้งเลี้ยมยังนึกหัวเราะอยู่แต่ในใจว่า คนผู้นี้เรียนหนังสือก็ไม่ได้ความมาแล้ว ซ้ำมาเรียนเพลงอาวุธจะได้ความสักเพียงไหน แต่คาดไม่ถึงเลยว่าพวกบู๊ซือ (ครูเพลงอาวุธ) ที่ตนเชิญมาคุ้มภัยในการเดินทาง ต่างนอบน้อมยำเกรงต่อหนุ่มน้อยผู้นี้เป็นยิ่งด้วย ประการฉะนี้จึงทำให้โต๊ะต้งเลี้ยมคิดฉงนใจอยู่มิวาย

เวลานั้นเนปีที่สี่สิบสามแห่งแผ่นดินไต้เหม็ง พวกแมนจูมีอำนาจเป็นใหญ่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยกกองทัพมารุกรานแผ่นดินไต้เหม็งอยู่เสมอ พระเจ้าซิ้นจงฮ่องเต้ทรงเสวยราชสมบัติอยู่ในขณะนั้น ต้องจัดส่งเงินทองเสบียงอาหารไปบำรุงกองทัพเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับข้าศึกแมนจูโดยมิขาด ขณะนั้นเงินในท้องพระคลังขัดสนอยู่ ต้องหาวิธีเพิ่มภาษีที่นาเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง ครั้งแล้วชาวนาก็ต้องเดือดร้อนในภาระอันนี้ไว้ด้วยความจำใจ กอร์ปด้วยแผ่นดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อดิแห้งแข็งเกราะ ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวและถั่วงา ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรก็พากันยากจนค่นแค้นขาดความอุดมสมบูรณ์ทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดซ่องสุมโจรผู้ร้ายเป็นอันมาก ราษฎรต้องอดหยากยากไร้มีความทุกข์อยากอยู่แล้วซ้ำต้องถูกรีดเก็บภาษี มีพวกปล้นสะดมแทบทุกหัวระแหง สภาพของแผ่นดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงดูเป็นที่น่าอนาถใจและโะยเฉพาะการเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นชุกชุม ถึงแม้ว่าโต๊ะต้งเลี้ยมจะได้เชิญพวกบู๊ซือเป็นผู้คุ้มครองมา กับมีทหารป้องกันภัยให้อีกด้วยก็ยังมิวายที่จะหวั่นวิตกต่อภัย

เวลานี้การเดนทางผ่านด่านปาก๊กกวนมาแล้ว บนทางเลียบเชิงเขามีม้าสองตัวควบมาอย่างฝีเท้าจัด พวกบู๊ซือที่นำขบวนการเดินทางอยู่เบื้องหลังต่างมีสีหน้าผิดปกติ

ก้วงเซี้ยวน้ำชักม้าพุ่งไปข้างหน้า และชะลอสะบัดย่างพลางร้องถามว่ามีสิ่งใดผิดปกติอยู่หรือ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นท่าทางของพวกท่านขยับร่างอยู่บนหลังม้าอย่างหมดความสบายใจ

บู๊ซือวัยชรากล่าวตอบว่ามันคือปีศาจร้ายแห่งเซียมไซทั้งคู่ (ไซซวนซังซัวะ)

ก้วงเซี้ยวน้ำ บอกว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นพี่น้องแห่งตระกูลแซแพ ซึ่งมีวิชาเพลงมวยฝ่ามือเหล็ก (ทิซัวเจี้ยง) ที่ได้ฝึกฝนมาเป็นเวลานานปี ท่านจงระวังให้ดีถึงแม้ว่าปีศาจร้ายคู่นี้จะได้ควบม้าผ่านไปแล้วจะหวนกลับมาหรือไม่ก็ตาม

บู๊ซือวัยชราเอ่ยขึ้นว่า มันทำทีมีเลศนัย คล้ายกับว่าจะไม่แยแสต่อการปล้นสะดม

ก้วงเซี้ยวน้ำหัวเราะเบาๆ ม้ที่สะบัดย่างอยู่ก็บังคับให้หยุดนิ่ง เพื่อรอคอยรถเทียมล่อที่ด๖ะต้งเลี้ยมนั่งมา พลางปลอบใจให้ท่านไต้หยิน (ผู้ใหญ่) จงวางใจเถิดมิได้มีอันใดเกิดขึ้นดอกเจ้าสองคนที่ควบม้าวิ่งผ่านขบวนไป ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเพียงขโมยเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เบื้องหลังมีม้าสามม้าควบใกล้เข้ามาอย่างฝีเท้าจัดอีก พอผ่านขบวนเดินทางก็เห็นแต่ผงคลีฟุ้งตลบ ก้วงเซี้ยวนน้ำสังเกตได้ว่าคนบนหลังม้าทั้งสามไม่กล้าเหลียวหน้ามามองดูรถเทีนมล่อกับขบวนเดินทางแม้แต่นิดเดียว

บู๊ซือวัยชราชะลอม้าเข้าคู่คี่กับก้วงเซี้ยวน้ำ เอ่ยขึ้นเบาๆด้วยความประหลาดใจว่า ไฉนพวกหัวหน้าโจรประตูมังกง เล่ามึ้งปัง) ทั้งสามคนจึงออกมาพร้อมกัน หากข้าพเจ้าขอเดาแม้จะผิดถูกประการใด ในทางของมัน คงจะเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น

ก้วงเซี้ยวน้ำ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันกร้าวทระนงน่าจะเป็นทางของพวกโจรหรือไม่ก็ตามที หากมาล่วงล้ำก้ำเกินกัน ข้าพเจ้าจะไม่ใช้อาวุธในมือเลย ขออาศัยเพียงแค่คันกระสุนนี้อันเดียว ข้าพเจ้าจะตีมันให้แตกพ่ายยับเยินไปให้หมดสิ้น ว่าแล้วก็ควงคันกระสุนนั้นเป็นที่สนุกมือ
บู๊ซือวัยชรามิได้ปริปากประการใด โต๊ะต้งเลี้ยมเห็นก้วงเซี้ยวน้ำมีท่าทางหยิ่งทรนง ก็คิดอยู่ในใจตนเองด้วยความรู้สึกไม่พอใจว่า หนุ่มน้อยผู้นี้อวดอ้างวางตนอยู่

ขณะนั้น ขบวนม้าแลรถได้เคลื่อนไปทางตะวันตก ครั้นถึงเวลาพลบค่ำจวนจะถึงด่านชิดปั๊วกวนนอกเมืองเขี่ยงเล้งเต้งก็ถึงเดินทางในภูเขาอันคับแคบ

อันด่านชิดปั๊วกวนนี้ มีชัยภูมิอันคับขันของชายแดนแห่งมณฑลเสฉวนกับเซียมไซ ตัวด่านอยู่ซอกเขาเบื้องหน้าเป็นพื้นน้ำ สองฟากฝั่งเป็นโกรกผาชันสูงร้อยกว่าวา แม่น้ำนี้มีความกว้างห้าหกวา ไหลตัดมาตามโกรกผาไหลเชี่ยวแรงนัก ไหลเทออกมาจากหุบเขาเสียงดังสนั่น กระแสน้ำพัดกระแทกหินผาเป็นละอองฝอยฟุ้งไม่ขาดระยะพิศดูแล้วเพลินตา เสียงของน้ำที่ดังอยู่ก็น่าจะทำให้เย็นใจ

ครั้นแล้วขบวนเดินทางลอดช่องเขาออกมาพ้นแล้ว พอดีเห็นเบื้องหน้าประมาณหนึ่งลี้ มีม้าขาวถูกควบสะบัดย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้า คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าแต่งกายสวมเสื้อคลุมขาว เมื่อทั้งคนทั้งม้าขาวโพลง ทำให้มองดูเด่นชัดเป็นที่สะดุดแก่นัยน์ตา

โต๊ะต้งเลี้ยมเอ่ยขึ้นว่า คนผู้นี้ดูท่าทางคล้ายกับจือเซ็ง (นักเรียน) ควรหรือเดินทางแต่ลำพังผู้เดียวปราศจากเพื่อนร่วมช่างไม่หวาดกลัวต่ออันตรายในระหว่างทางเสียบ้างเลย พวกเราเร่งขึ้นไปไม่ทันแล้วเดินทางร่วมไปกับผู้นี้จะเป็นประการใด ก้วงเซี้ยวน้ำสั่นศีรษะแทนการตอบด้วยปากคำ

ทันใดนั้น คนทั้งปวงแว่วเสียงกระพรวนแล้วดังใกล้เข้ามาอย่างเด่นชัด ม้าหกเจ็ดตัวควบฝีเท้าจัดมาเบื้องหลังขบวนและพรบตาที่ควบผ่านขบวนเดินทางไปอย่างหาแยแสไม่ ขณะนั้นชายหนุ่มผู้ขี่ม้าขาวกำลังเหยาะใกล้เข้าไปถึงช่องแคบระหว่างเขา

บู๊ซือวัยชราเอ่ยขึ้นด้วยคาวมตกใจว่า ชายหนุ่มม้าขาวทำทองไม่รู้ร้อนเช่นนั้น ถ้าถูกม้ากลุ่มนั้นมันชนเอาจะมิเป็นอันตรายสาหัสหรือ
บู๊ซือชราปรารภยังมิทันสิ้นคำ ที่หุบเขาข้างหนึ่งมีฝุ่นผงคลีฟุ้งขึ้น ม้าสิบกว่าม้าควบฝีเท้าจัดมาเบื้องหน้าอีก ขบวนม้าทั้งสองต่างพุ่งเข้ามาหาม้าขาวของชายหนุ่ม บีบบังคับอยู่ระหว่างกลาง มองเห็นอยู่แล้วว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องถูกชน โต๊ะต้งเลี้ยมร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นได้ยินเสียงชายหนุ่มม้าขาวร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันเป็นดังปาฏิหาริย์ ม้าขาวตัวนั้นโผนลอยนภากาศแล้วกระโโดดข้ามลำน้ำที่ไหลเชี่ยวแรงมีอณาบริเวณกว้างถึงห้าหกวาไปถึงฝากฝั่งข้างโน้นอย่างปลอดภัย

กองม้าทั้งสองมีความจัดเจนยิ่งนัก ทั้งที่ควบฝีเท้าจัดยิ่งกว่าลมพัด ต่างก็ชักม้าบังคับให้หยุดได้ ในกระทันหันทั่วทุกคนต่างผกหน้าผกหลังหันรีหันขวางกันเป็นพัลวัน ครั้นเห็นชายหนุ่มม้าขาวรอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ต่างก็ชักม้าหันกลับขวางปากทางช่องแคบระหว่างเขานั้นไว้
ก้วงเซี้ยวน้ำชักม้าโลดวิ่งเข้าหาแต่ผู้เดียว ครั้นถึงกลุ่มนั้นก็ประสานมือคำนับแลว่า “ท่านทั้งปวงข้าพเจ้าขออาศัยทางเดินผ่านไปสักครั้งหนึ่งเถิด”

ชายหนวดยาวผู้ยืนม้าอยู่เบื้องหน้าผู้อื่นของตนร้องถามว่า ท่านอาศัยบุญบารมีอันใดหรือที่จะขอเดินทางกับพวกเรา อันทรัพย์สมบัติของขุนนางที่ฉ้อราษฎรบังหลวงมา ใครๆ ก็ย่อมยินดีรับช่วงปรารถนา

ก้วงเซี้ยวน้ำบอกว่าวานท่านอย่าได้เข้าใจผิดเลย ท่านผู้นี้เป็นขุนนางตงฉินที่หาชื่อเสียงเสียอันใดมิได้ แลท่านลาพักราชการกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม

หัวหน้าโจรอีกผู้หนึ่งพูดว่า เราไม่ต้องการฟังคำของเจ้า เพียงให้พวกเราใจอ่อนหลีกทางให้ เรามีแต่พูดเพียงว่าเมื่อจะขออาศัยผ่านไป เป็นไรมี แต่ต้องขอเอาหีบห่อภาชนะเครื่องเดินทางวางไว้ที่นี่เสียก่อน เราจึงจะอนุญาตให้ผ่านไปได้

ก้วงเซี้ยวน้ำไม่ปริคำ แต่ทันใดนั้นรวดเร็วนัก คันกระสุนเหล็กถูกปลดออกจากบ่าโดยพวกโจรไม่ทันมองเห็น ก้วงเซี้ยวน้ำลั่นกระสุนออกไปหลายนัด ถูกพวกที่ดาหน้าจะเข้ามาทำร้ายล้มลงระเนระนาด ชายหนวดยาวหัวเราะก้อง

ก้วงเซี้ยวน้ำเปลี่ยนเป็นลูกเกาทัณฑ์ออกแรงยิงตัดธงดำของพวกโจรหักสะบั้นลง ชายหนวดยาวมีสีหน้าผิดปกติไปทันที ถอยห่างออกไปเป็นหลายวาและร้องตะโกนถามว่า ท่านยังทราบระเบียบของพวกเราอยู่หรือไม่

ก้วงเซี้ยวน้ำไม่โต้ตอบด้วย ครั้งนี้ปล่อยกระสุนดั่งดาวตกไปยังเป้าหมาย คือร่างของชายหนวดยาว

ลูกกระสุนวิ่งตัดอากาศไปด้วยความรวดเร็ว แต่ชายหนวดยาวก็มีความว่องไวประดุจลมพัด ใช้มีดสันหนาสีทองแดงฟาดซ้ายป่ายขวา ปัดลูกกระสุนที่ยิงมาดั่งห่าฝนกระเด็นออกไปหมด

แต่ก้วงเซี้ยวน้ำยิ่งยิงยิ่งมากด้วยความเร็ว ชายหนวดยาวป้องปัดเนิ่นนานเข้า ชักอ่อนกำลังคลายความว่องไวลงทุกที

ในพวกโจรด้วยกัน มีชายผู้หนึ่งขนคิ้วดกดำ นันย์ตาโตร้องตวาดว่า เมื่อมีนามมาทว่าไม่โต้ตอบไป ก็ผิดธรรมเนียม ว่าแล้วก็ปลดคันแล่นยิงเป็นเกาทัณฑ์ที่ไฟแลบออกมาเป็นสีเขียว

คันกระสุนของด้วงเซี้ยวน้ำ ไม่สามารถที่จะใช้ได้สองอย่างในคราวเดียวกัน เมื่อเกาทัณฑ์ไฟพุ่งเข้ามาเบื้องหน้า ก็ไม่สามารถที่จะใช้กระสุนยิงตัดได้ เกาทัณฑ์ไฟพุ่งตรงเข้าไปที่ผ้าคลุมหีบห่อสิ่งของเครื่องใช้ แล้วกระสอบป่านก็ติดลุกไหม้ขึ้นมาไฟลุกโหมอย่างรวดเร็ว ความร้อนแรงทำให้เงินขาวไหลมารวมกองกัน ชายหนวดยาวส่ายศีรษะอยู่ไปมาแสดงความหมดหวัง

ก้วงเซี้ยวน้ำยิงกระสุนออกไปติดๆกันไม่ขาดระยะตามท่าเพลง กระสุนพายุฝนกระหน่ำแปดทิศ (โป๊ยฮึงฮวงโห) ซึ่งเป็นเพลงกระสุนที่ร้ายกาจอย่างเยี่ยมยอด ชายหนวดยาวมิทันระวังตัวก็ถูกยิงเข้าที่ข้อศอกซ้ายอย่างจังจนแทบจะยกมือมิขึ้น รีบถอยห่างออกแล้วประสานมือคำนบแลว่า เพลงกระสุนของภูเขาบู๊ตึงซัวนั้นเป็นฝีมือเทพยดา สมแล้วดั่งคำลือ พวกข้าพเจ้ามีตาหามีแววไม่ ขออภัยที่ได้ล่วงเกินไปด้วยเถิด

ชายที่ยิงเกาทัณฑ์ไฟก็โผนขึ้นหลังม้า ตะโกนร้องบอกว่า จงได้ช่วยบอกท่านจี้เอี๋ยงเต้าเจี้ยงด้วยว่าฮ่วยเล้งอ้วงกับฮวงซัวโฮ้ว ขอขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ละเว้นชีวิตพวกเราไว้เมื่อปีนั้น ว่าแล้วก็เป่าหวีดเป็นสัญญาณ พาลูกน้องก็ช่วยกันประคองพพวกที่ได้รับบาดเจ็บถอยออกไปจากช่องหุบเขานั้น

ก้วงเซี้ยวน้ำวางคันกระสุนลง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าหัวเราะก้อง ทันใดนั้นมีเสียงคนพูดทางเบื้องหลังว่า ท่านนี้มีฝีมือยิงกระสุนประเสริฐแท้

ก้วงเซี้ยวน้ำตะลึงงัน พลางเหลียวศีรษะมาดูชายหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมแลขี่ม้าสีเดียวกันนั่นเอง ไม่ทราบว่าบังคับม้ากระโดดข้ามจากฝั่งแม่น้ำข้างโน้นมาแต่เมื่อใด ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจของคนทั้งปวง จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น

เนี่ยอู้เซ็ง หนึ่งในสามเสาหลักนักเขียนนิยายวรยุทธ

คุณปู่ เนี่ย ผู้บุกเบิกนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก ร่วมกับ กิมย้ง และโกวเล้ง เป็นสามนักกระบี่แห่งโลกนิยายกำลังภายใน

เนี่ยอู้เซ็ง หรือในเสียงอ่านภาษาจีนกลาง เหลียง อี่ว์เซิง (梁羽生) เป็นนักเขียนนนิยายวรยุทธ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “สามเสาหลัก” ของนักเขียนนิยายกำลังภายในของจีน คือ เนี่ยอู้เซ็ง, กิมย้ง, และ โกวเล้ง

สำหรับผลงานที่โดดเด่นของนักกระบี่ท่านนี้ ได้แก่ นางพญาผมขาว (白发魔女) มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Romance of the White Haired Maiden, เจ็ดนักกระบี่แห่งเทียนซาน (七剑下天山), รอยแหนเงาจอมยุทธ์ (萍踪侠影录), หยุนไห่อี้ว์กงหยวน (云海玉弓缘) เป็นต้น

ตั้ง บุ้นทง วัยหนุ่ม ผู้ใช้นามปากกา เนี่ย อู้เซ้ง หรือในเสียงจีนกลาง เหลี่ยง อี่ว์เซิง

งานของเนี่ยอู้เซ็ง ที่มีฉบับแปลพากษ์ไทยเกือบ 10 เรื่อง ส่วนใหญ่แปลโดย จำลอง พิศนาคะ ได้แก่ แม่เสือขาว (พิมพ์ใหม่เปลี่ยนชื่อเป็น นางพญาผมขาว), เจ็ดนักกระบี่ (แห่งเทียนซาน), สามกระบี่สาว, มังกรมรกต, จ้าวแผ่นดิน, จอมยุทธ์สัญจรแห่งราชวงศ์ถัง เป็นต้น แต่สำนวนของคุณจำลอง อ่านยากไม่ลื่นละมุนเท่าของคุณ น. นพรัตน์

ผลงานที่ น. นพรัตน์ แปล ได้แก่ รอยแหนเงาจอมยุทธ์ (ฉบับแปลครั้งแรกใช้ชื่อ กระบี่กู้บัลลังก์), นางพญาผมขาว เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่นักแปลสำนวนดีกระชับท่านนี้ หยิบผลงานระดับวรรณกรรมคลาสสิคมาแปลน้อยมาก

และสุดยอดนิยายกำลังภายในอีกเรื่องของเนี่ยอู้เซ็ง หยุนไห่อี้ว์กงหยวน (จักรพรรดินีวีรสตรี ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระนางบูเช็กเทียน ฮ่องเต้หญิงองค์เดียวของจีน) กลับยังไม่มีผู้แปลฉบับพากษ์ไทย

งานเขียนของ เนี่ยอู้เซ็ง ครองใจนักอ่านทุกระดับชนชั้น หากเทียบกับงานเขียนของกิมย้งแล้ว ผลงานของ เนี่ยอู้เซ็ง จะมีพื้นฐานของโคลงกลอน นิยาย และรายละเอียดประวัติศาสตร์จีนที่ลึกซึ้งมากกว่า

นิยายกำลังภายในของเนี่ย อู้เซ็ง ส่วนใหญ่ ได้รับการแปลเป็นพากษ์ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่นๆ

นิยายกำลังภายในภายใต้นามปากกา เนี่ยอู้เซ็ง เรื่องแรก เผยแพร่สู่บรรณพิภพเมื่อปี พ.ศ. 2497 (1954) จนถึงปี 2527 (1984) เนี่ย อู้เซ็ง มีผลงานฝากไว้ในบรรณภพตลอด 30 ปีนี้ รวมทั้งสิ้น 35 เรื่องด้วยกัน สร้างตัวละครมากกว่าร้อยตัว และได้รับการยกย่องสร้างสรรค์ตัวละครหญิงได้ดีที่สุดในเรื่องนางพญาผมขาว สำหรับผลงานชิ้นสุดท้าย คือ เรื่อง เฟิงเตา (封刀) หลังจากนั้นก็ล้างมือในอ่างทองคำ หันไปทุ่มเทเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์

สำหรับแนวคิด เกี่ยวกับ อู่เสีย (wuxia, 武侠) หรือ บู๊เฮี้ยบ ที่ถอดคำเป็นภาษาไทยได้ตรงว่า วรยุทธ ที่เป็นคำเรียกประเภทนิยายการต่อสู้ผจญภัยของผู้กล้าหรืออัศวินของจีน เนี่ย อู้เซ็ง อธิบายว่า “อู่” ซึ่งหมายถึงการต่อสู้นั้นเป็นวิธีการ และ “เสีย” ซึ่งหมายถึงคุณธรรม ความกล้าหาญนั้น คือ เป้าหมายที่แท้จริง ดังนั้น เนี่ย อู้เซ็งจึงยึดถือหลักการ “ใช้คุณธรรมเพื่อหยุดการต่อสู้” เป็นแนวคิดพื้นฐานในการสร้างสรรค์งานเขียนกำลังภายใน

เหลียง อี่ว์เซิง 梁羽生 เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2467 (1924) มีชื่อเดิม คือ ตั้ง บุ้นทง หรือในเสียงอ่านจีนกลางคือ เฉิน เหวินถ่ง (陈文统) บ้านเกิดอยู่ที่อำเภอเหมิงซานของดินแดนชนชาติจ้วงในเขตปกครองตัวเองกว่างซี หรือกวางสี เป็นครอบครัวบัณฑิตที่มีชื่อเสียงและมีฐานะดี เนี่ย อู้เซ็ง เติบโตท่ามกลางธรรมชาติภูเขาสวยงาม ทั้งยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากมายจากผู้ทรงความรู้ที่อพยพมาจากนครกวางเจา ซึ่งสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เอื้ออำนวยแก่การอ่านหนังสือ เขียนบทกวี

เนี่ยอู้เซ็ง หลงใหลการอ่านนิยายกำลังภายในชนิดลืมกินลืมนอน กระทั่งเติบใหญ่เข้าสู่สังคม ก็ยังรักการอ่านและวิจารณ์นิยายกำลังภายใน กอปรด้วยความรู้มหาศาลด้านประวัติศาสตร์วรรณกรรม ภูมิหลังเหล่านี้เอง ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งในการสร้างสรรค์นิยายกำลังภายในแก่จอมยุทธ์นักเขียนท่านนี้

หลังสงครามต่อต้านญี่ปุ่นสิ้นสุดลง เนี่ยอู้เซ็ง เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเนี่ยน้ำ (岭南大学) นครกวางเจา สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หลังจบการศึกษา ด้วยจิตใจรักด้านประวัติศาสตร์, วรรณกรรม และโคลงกลอนกวีโบราณ จึงได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ “ต้ากงเป้า” ของฮ่องกง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่หนุนลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ในปีพ.ศ. 2492 (1949) ก็ได้สิทธิพำนักถาวรในฮ่องกง ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่นครซิดนีย์

เนี่ยอู้เซ็ง มีนามปากกาหลายชื่อ เช่น เหลียง ฮุ่ยหรู, เฝิง อวี๋หนิง (เสียงอ่านจีนกลาง) เป็นต้น โดยมีผลงานเขียนทั้งปกิณกะ บทวิจารณ์วรรณกรรม และบันทึกประวัติศาสตร์วรรณกรรม นอกจากนี้ยังเคยเขียนบทวิจารณ์หมากรุกจีน ภายใต้นามปากกา “เฉินหลู่” (เสียงอ่านจีนกลาง) ซึ่งงานเขียนวิจารณ์หมากรุกจีนที่มีอรรถรส อ่านแล้วตื่นเต้นยิ่งกว่าลุ้นเชียร์ที่ขอบสนามเสียอีก

เนี่ยอู้เซ็ง ป่วยเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 ในงานเลี้ยงที่ฮ่องกงและเป็นลมกลางงาน หลังจากนั้นก็ได้พักรักษาสุขภาพ ที่โรงพยาบาลนครซิดนีย์ จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี

คุณ น. นพรัตน์ เล่าถึง “เนี่ยอู้เซ็ง เป็นศิษย์พี่ของ กิมย้ง สำหรับคำ อู้เซ็ง นี้ มีความหมายถึง “ศิษย์ของแป๊ะอู้” แป๊ะอู้ หรือในเสียงอ่านจีนกลางคือ ไป๋อี่ว์ (白羽) เป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในที่มีชื่อเสียงในยุคสาธารณรัฐจีน (1930-1940) เนี่ย อู้เซ็งเสื่อมใสงานของเขามาก จึงตั้งชื่อนามปากกาคารวะ แป๊ะ อู้ เป็นครู เช่นนี้

เนี่ยอู้เซ็ง จัดเป็นนักเขียนนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก โดยรุ่นก่อนหน้านั้น เรียกเป็นนิยายกำลังภายในรุ่นเก่าในยุคสาธารณรัฐ นิยายกำลังภายในห่างหายไปจากชีวิตผู้คนทั่วไปเป็นเวลานานนับจากช่วงปลายยุคสาธารณรัฐจีน ต่อเนื่องมาถึงยุคสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งห้ามการเสพนิยายกำลังภายใน กระทั่งเนี่ยอู้เซ็ง และกิมย้งได้บุกเบิกนิยายกำลังภายใน จนเป็นที่นิยมทั่วดินแดนจีน ทั้งในฮ่องกง ไต้หวัน ถึงดินแดนที่มีชาวจีนโพ้นทะเลหนาแน่น เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น

ก่อนที่นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของ เนี่ยอู้เซ็ง ถือกำเนิดในบรรณพิภพเมื่อปีพ.ศ. 2497 จ้าวสำนักวรยุทธ์ 2 สำนักในฮ่องกง คือ สำนักไท้เก๊ก และสำนักนกกระเรียนขาว เปิดศึกวิวาทะกัน และได้เริ่มโจมตีกันบนหน้าหนังสือพิมพ์ จากนั้นก็เปิดเวทีประลองยุทธ์แลกหมัดกันตัวต่อตัวที่เวทีเลยไถในมาเก๊า เป็นที่โจษจันฮือฮาทั้งในมาเก๊า และฮ่องกง กระทั่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ซิงมึ่งป่อ (ซินหวั่นเป้า) เกิดความคิดและได้ชวน ตั้ง บุ้นทง เขียนนิยายกำลังภายในโดยใช้เหตุการณ์ประลองยุทธ์นี้ เป็นฉากหลัง เพื่อตอบสนองความสนใจผู้อ่าน และในวันที่สามของการประลอง นิยายกำลังภายใน เรื่อง “มังกรถล่มพยัคฆ์เมืองหลวง” (龙虎斗京华) ประพันธ์โดย เนี่ยอู้เซ็ง ก็ได้ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ซิงมึ่งป่อ นิยายกำลังภายในเรื่องแรกของ เนี่ยอู้เซ็ง นี้เอง ได้เปิดยุคนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก

ในปีถัดมา 2498 กิมย้ง ก็ได้ประเดิมนิยายกำลังภายในเรื่องแรกของเขาใน ซิงมึ่งป่อ เช่นกัน คือเรื่อง ตำนานอักษรกระบี่ 书剑恩仇录 ฉบับพากษ์ไทยโดย น. นพรัตน์ (ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ในชื่อ จอมใจจอมยุทธ์)จากนั้น เนี่ยอู้เซ็ง และกิมย้ง ก็ได้กลายเป็นดาวจรัสแสงผู้สร้างโลกนิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิก โดยมีโกวเล้งร่วมสร้างสรรค์สุดยอดเพลงกระบี่นิยายกำลังในอยู่ในไต้หวัน

สำหรับงานเขียนนิยายของ เนี่ยอู้เซ็ง ใช้ภาษาแบบแผน กระชับ มีจุดเด่นในการสร้างตัวละครโดยเฉพาะตัวละครหญิง เน้นศิลปะวรรณคดี เจ้าบทเจ้ากลอน มีผู้เปรียบงานของเนี่ย อู้เซ็ง เหมือนน้ำธรรมดาทั่วไป แต่เป็นน้ำบริสุทธิ์ที่ทุกคนขาดมิได้ สารัตถะในงานของเนี่ย อู้เซ็ง มุ่งแสดงความเป็นวีรบุรุษ ความรักชาติ ขณะที่เนื้อหานิยายของกิมย้ง เน้นไปที่ อธรรม

นอกจากนี้ เราสามารถสัมผัสบุคลิกของเนี่ยอู้เซ็งได้จากตัวละครเอกคือ เตี่ยตังปัง ใน “รอยแหนเงาจอมยุทธ์” ซึ่งสะท้อนบุคลิกของเนี่ย อู้เซ็งมากที่สุด อีกเรื่องที่จัดเป็นงานชิ้นเยี่ยม ซึ่งสร้างผู้ร้ายเป็นตัวเอกได้ดี คือ หยุนไห่อี้ว์กงหยวน

และ ณ บัดนี้ โลกวรรณกรรมนิยายกำลังภายใน ก็ได้สูญเสียนักกระบี่ไปอีกคน คือ เนี่ยอู้เซ็ง หลังจากที่ได้สูญเสีย นักกระบี่โกวเล้งไปเมื่อ 24 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2528) เหลือเพียงนักกระบี่ท่านเดียวที่ยังมีชีวิตคือ ท่านปู่ กิมย้ง วัย 84 ปี

เนี่ยอู้เซ็ง นักกระบี่ผู้รังสรรค์นิยายกำลังภายในรุ่นบุกเบิกแห่งฮ่องกง ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี เนื่องจากโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะและอัมพฤกษ์ที่โรงพยาบาลในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

คุณ น. นพรัตน์ กล่าวอย่างอาลัยว่า

“การเสียชีวิตของเนี่ยอู้เซ็ง เสมือนการสูญเสียหยกที่ใสบริสุทธิ์ล้ำค่าเม็ดหนึ่งของจีน”

เครดิต: ASTVผู้จัดการออนไลน์


ผลงานที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทย
เครดิต: http://chinastory.thport.com/

นางพญาผมขาว แปลโดย น. นพรัตน์
พิมพ์ครั้งแรก จำนวน 4 เล่มจบ สพ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง พิมพ์ปี พ.ศ. 2537 มีขายที่ http://www.thaibook.net

นางพญาผมขาว
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ
พิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 3 เล่มจบ สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2522
พิมพ์ครั้งที่ 2 จำนวน 3 เล่มจบ สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. มีขายที่ http://www.sangsanbooks.com/
ความรัก ความแค้น สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสรรพ สิ่ง เปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งโฉมสะคราญสุดแผ่นดิน!

กระบี่กู้บัลลังก์ หรือ
รอยแหนเงาจอมยุทธ์
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์
พิมพ์ครั้งที่ 1 ใช้ชื่อ กระบี่กู้บัลลังก์ จำนวน 3 เล่มจบ สพ สยามสปอร์ตพัลลิชชิ่ง พิมพ์ปี พ.ศ. 2528
พิมพ์ครั้งที่ 2 ใช้ชื่อ รอยแหนเงาจอมยุทธ์ จำนวน 1 เล่มจบ สพ ดอกหญ้า พิมพ์ปี พ.ศ. 2537

เรื่องเดียวกับ มังกรมรกต (ภาคแรก) และ จ้าวแผ่นดิน (ภาคจบ) โดย จำลอง พิศนาคะ

มังกรมรกต
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ
จำนวน – เล่มจบ สพ ผดุงศึกษา พิมพ์ปี พ.ศ. 2505

จ้าวแผ่นดิน
ไม่มีข้อมูล

เจ็ดนักกระบี่
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ
พิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 42 เล่มจบ (A4) สพ เพลินจิตต์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2506
พิมพ์ครั้งที่ 2 จำนวน 3 เล่มจบ สพ สร้างสรรค์บุ๊คส์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2545

เป็นเรื่องเน้นคุณธรรมของชาวยุทธจักร จงรักภักดีต่อประเทศชาติ รักประชาชน ตัวเอกทั้งเจ็ดประกอบวีรกรรมต่อต้านแมนจูที่เข้ามายึดครองแผ่นดินจีนและขุนนางขายชาติ มิใช่เป็นความจงรักภักดีแบบหลับหูหลับตา โดยไม่นึกถึงคุณธรรมที่แท้จริง เรื่องนี้ปลุกวิญญาณรักชาติของชาวจีน ทั่วโลกเช่นเดียวกับมังกรหยกภาคหนึ่ง กระตุ้นคนจีนให้เกิดสำนึกที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งผู้แต่งแสดงไว้อย่างแยบยล เป็นงาน ดี และ ดัง อีกเรื่องหนึ่ง

สามกระบี่สาว
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ
จำนวน – เล่มจบ (A4) สพ เพลินจิตต์ พิมพ์ปี พ.ศ.
จำนวน 2 เล่มจบ สพ สร้างสรรค์บุ๊คส์ พิมพ์ปี พ.ศ. 2545
เรื่องนี้ใช้ประวัติศาสตร์ในรัชกาล ย้งเจี่ย แห่งราชวงศ์เช็ง (ชิง) เป็นภูมิหลัง สาระสำคัญที่สุดของเรื่องคือวีรกรรมของลื่อสี่เนี้ย (หลี่ว์ซื่อเหนียง) ที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายามอยู่ถึงสิบปี จึงตัดหัวจักรพรรดิย่งเจ็ง (ยงเจิ้ง) แห่งราชวงศ์เช็ง สำเร็จ โดยมีปังเอ็ง (เฝิงอิง) ปังลิ้ม (เฝิง หลิน) จอมยุทธ์สาวฝาแฝดเป็นผู้ช่วยคน สำคัญ เนื้อเรื่องรายละเอียดกล่าวถึงชีวิต ชะตากรรม และวีรกรรมของสามกระบี่สาวนี้ ตลอดจนเรื่องราวของชาวยุทธจักรทั้งฝ่ายดีและชั่ว ตัวร้ายสุดในเรื่องคือย่งเจ็งฮ่องเต้ ซึ่งเมื่อเป็นเจ้าชายมีนามหยุนเจิง (ยุ่นเจิง) ก็คือองค์ชายสี่ผู้โหดร้ายในเรื่อง ศึกสายเลือด นั่นเอง

มังกรสาว
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง ผู้แปล จำลอง พิศนาคะ
จำนวน – เล่มจบ สพ บรรลือสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2506
จำนวน 2 เล่มจบ สพ บรรลือสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ.
หล่อนสวยสุดเกินนางฟ้า
ความเก่งกล้าของหล่อนเกินชายอกสามศอก
ชื่อของหล่อนระบือลั่นทั่วภิภพจบแดน


เนี่ยอู้เช็งเปิดเรื่องของเขาด้วยบทกวี แสดงให้เห็นว่าเขาสนใจด้านกวี ตัวเอกในเรื่องจะมีความสามารถหลายด้าน และ สนใจบทกวี เนี่ยจะหลอมรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เข้ากับนิยาย เป็นแบบฉบับที่ต่อมามีผู้นำไปใช้ อย่างเช่น กิมย้ง ที่ไม่เหมือนกับนักเขียนท่านอื่นคือ สำนักชั้นนำไม่ใช่ เสียวลิ้มยี่ และ บู๊ตึง เขากลับให้สำนักเทียนซัว (สวรค์คีรี) เป็นสำนักชั้นนำ

List of his works

女帝奇英传 Nü Di Qi Ying Zhuan (The Heroine Empress) จักรพรรดินีวีรสตรี เรื่องที่ถือว่าดีที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีการแปลเป็นไทย
大唐游侠传 Da Tang You Xia Zhuan (Wandering Tang Dynasty Swordsman)  
龙凤宝钗缘 Long Feng Bao Cha Yuan (Romance of the Dragon Phoenix Precious Fork) 
慧剑心魔 Hui Jian Xin Mo (The Sword and the Demon in One’s Heart)
武林天骄 Wu Lin Tian Jiao (Pride of the Martial Arts World) เกียรติศักดิ์ยุทธจักร
狂侠天骄魔女 Kuang Xia Tian Jiao Mo Nü (Wild Heroine Demoness)
飞凤潜龙 Fei Feng Qian Long (The Soaring Phoenix and the Hidden Dragon) หงส์ผงาดมังกรซ่อน
鸣镝风云录 Ming Di Feng Yun Lu (Stories of the Sounding Weapon)
风云雷电 Feng Yun Lei Dian (Wind and Cloud, Lightning and Thunder) วาตะและเมฆา วิชชุและอสนีบาต
还剑奇情录 Huan Jian Qi Qing Lu (Romance of the Sword)
萍踪侠影录 Ping Zong Xia Ying Lu (Stories of the Wandering Hero) ตำนานวีรบุรุษพเนจร
散花女侠 San Hua Nü Xia (The Flower Heroine) วีรสตรีปุบผา
联剑风云录 Lian Jian Feng Yun Lu (Stories of the Connected Swords) ตำนานกระบี่สัมพันธ์
瀚海雄风 Han Hai Xiong Feng (The Overwhelming Sea of Chivalry)
广陵剑 Guang Ling Jian (The Guang Ling Sword)
塞外奇侠传 Sai Wai Qi Xia Zhuan (The Swordsman in the Mountain Pass)
白发魔女传 Bai Fa Mo Nü Zhuan (Romance of the White Haired Maiden) แปลเป็นภาษาไทย นางพญาผมขาว
七剑下天山 Qi Jian Xia Tian Shan (Seven Swords of Mount Heaven) แปลเป็นภาษาไทย เจ็ดนักกระบี่
江湖三女侠 Jiang Hu San Nü Xia (The Three Heroines) แปลเป็นภาษาไทย สามกระบี่สาว
冰魄寒光剑 Bing Po Han Guang Jian (The Icy Gleaming Sword) 
冰川天女传 Bing Chuan Tian Nü Zhuan (Legend of the Icy Heavenly Maiden) 
云海玉弓缘 Yun Hai Yu Gong Yuan (Lofty Waters Verdant Bow)
冰河洗剑录 Bing He Xi Jian Lu (Stories of the Sword Cleansing in the Icy River) ตำนานชำระกระบี่ในธารน้ำแข็ง
风雷震九洲 Feng Lei Zhen Jiu Zhou (Wind and Thunder Rocks the Nine States)
侠骨丹心 Xia Gu Dan Xin (A Chivalrous Heart) ใจจอมยุทธ
游剑江湖 You Jian Jiang Hu (The Wandering Swordsman) มือกระบี่พเนจร
牧野流星 Mu Ye Liu Xing (The Falling Star in the Fields) ดาวร่วงในท้องทุ่ง
弹指惊雷 Tan Zhi Jing Lei (The Heavenly Shaking Flicking Finger)
绝塞传烽录 Jue Sai Chuan Feng Lu (Stories of the Fire Beacons)
剑网尘丝 Jian Wang Chen Si (Sword Net) ม่านกระบี่
幻剑灵旗 Huan Jian Ling Qi (The Imaginary Sword and Magical Flag) กระบี่มายาและธงวิเศษ
武当一剑 Wu Dang Yi Jian (The Sword of Wudang) กระบึ่บู๊ตึง
龙虎斗京华 Long Hu Dou Jing Hua (The Dragon Fights the Tiger) มังกรถล่มพยัคฆ์
草莽龙蛇传 Cao Mang Long She Zhuan (The Snakes and the Dragons)

ที่มา: http://kaleidoscope.cultural-china.com/en/176K5630K11577.html

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.