นางพญาผมขาว

นางพญาผมขาว


ลองชมคลิบที่เร่าร้อนระหว่าง แป๊ะฮวดม้อนึ้ง (รับบทโดย หลินชิงเสีย) กับ โต๊ะอิดฮั้ง (เลสลี่จาง) เพลงประกอบในฉากนั้นเพราะมาก ที่น่าตื่นเต้นคือฉากรักฉากนี้ สวยงามมาก และเป็นที่เลื่องลือมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ หลินชิงเสีย ยอมเปลือยท่อนบนเล่นบทรัก โดยเธอบอกว่าเธอยอมเล่นเฉพาะกับ เลสลี่ จาง ที่เป็นเพื่อนสนิท (เป็นเกย์) เท่านั้น

เรื่องราวของความรักรักที่ต้องห้ามระหว่างศิษย์สำนักบู๊ตึ๊ง กับนางมารน้อย ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมแห่งความผิดหวังและจำพรากจนชั่วนิรันดร์ ความผิดหวังแค่ชั่วข้ามคืนผมนางกลายเป็นสีขาวโพลน

ผลงานที่โด่งดั่งของ เนี่ยอู้เซ็ง (จีนกลาง เหลียง อี่ว์เซิง) ผู้บุกเบิกนิยายจีนกำลังภายในยุคปัจจุบัน มีการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยสองสำนวน

จำลอง พิศนาคะ ใช้นามแฝง “ปาจรีย์” แปลออกมาใช้ชื่อว่า แม่เสือขาว (แป๊ะฮวดม้อนึ้งตึ้ง) และนับตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่ 3 ไป เปลี่ยนไปใช้ชื่อ นางพญาผมขาว และชื่อคนแปล เปลี่ยนเป็น จำลอง พิศนาคะ

แม่เสือขาว ข้อมูลเกี่ยวกับการตีพิมพ์ได้มาจาก เว็บของท่านมือปีศาจ
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง 5 เมษายน พ.ศ. 2467 (1924) – 22 มกราคม 2552 (2009)
พิมพ์ครั้งที่ 1 สพ ศิริอักษร (เพลินจิตต์) พิมพ์ปี พ.ศ. 2502 จำนวน – เล่มจบ (เล่มเล็ก) และ ฉบับปกแข็ง 2 เล่มจบ
พิมพ์ครั้งที่ 2 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2516 จำนวน 3 เล่มจบ
นางพญาผมขาว
พิมพ์ครั้งที่ 3 สพ บันดาลสาส์น พิมพ์ปี พ.ศ. 2522 จำนวน 3 เล่มจบ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 นี้ ใช้ชื่อ นางพญาผมขาว
พิมพ์ครั้งที่ 4 สพ สร้างสรรค์ พิมพ์ปี พ.ศ. จำนวน 3 เล่มจบ สั่งซื้อ

สำนวนที่สอง เป็นของ น. นพรัตน์ อ่านงายกว่า แต่บางทีอาจไม่กินใจเท่าสำนวนของ จำลอง พิศนาคะ

นางพญาผมขาว
ผู้แต่ง เนี่ยอู้เซ็ง
ผู้แปล น. นพรัตน์
พิมพ์โดย สพ สยามสปอร์ตพริ้นติ้ง ปี พ.ศ. 2537 จำนวน 4 เล่มจบ อาจยังมีจำหน่าย

ลองอ่านสำนวนแปล ของ จำลอง พิศนาคะ (ปาจรีย์) ดูนะครับ ว่าอ่านได้ไหม ถ้าแนะนำให้ซื้อ ฉบับของ ท่าน จำลอง เลยครับ

เดือนเก้าย่างเข้าฤดูชิวเทียนอันหนาวเย็น มวลหมู่แมกไม้ทางภาคเหนือร่วงหล่นอยู่เกลื่อนกลาด ลำต้นแลกิ่งก้านมองดูโปร่งตา เส้นทางนั้นมีขบวนเดินทางด้วยม้าแลคนหมู่หนึ่ง กำลังลัดเลาะไปตามทิวเขาตั้วปาซัวอันยาวเหยียด ทอดอยู่ระหว่างมณฑลเสฉวนกับเซียมไซแดนต่อแดนติดต่อกัน ม้านั้นควบบ่ายโฉมไปทางด้านตะวันตก ผู้ขับขี่นำไปข้างหน้าเป็นพวก บู๊ซือ (ครูเพลง อาวุธ) แต่ละคนรูปร่างล่ำสันกำยำท่ามกลางขบวนรถเทียมล่อ ผู้ที่นั่งอยู่ในรถนั้นเป็นอ้วนวั่ว (คหบดี) มีอายุวัยห้าสิบ สวมเสื้อหนังสัตว์เพื่อความอบอุ่นของร่างกายในฤดูที่มีอากาศเยือกเย็น อ้วนวั่วผู้นี้มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยแลมีแววอ่อนโยนอยู่ในที ข้างรถเทียมล่อคันนั้น ขนาบด้วยม้าสูงใหญ่อ้วนพีเบื้องหลังมีหนุ่มน้อยนั่งอยู่ แต่หน้าตาดั่งพยัคฆ์ร้าย ขนคิ้วแหลมยาวเหมือนปลายกระบี่ ทั้งตนเองก็สะพายกระบี่ควบขับเหยาะย่าง มาด้วยท่าทางอันสง่างาม เสียงฝักกระบี่กระทบกับผนังอานม้าอยู่ไม่ขาดระยะทุกฝีก้าวม้าที่ซอยเท้าอยู่ในขบวน

อ้วนวั่ว (คหบดี) ผู้ที่ซ่อนร่างอยู่ในประทุนรถนั้น้ชเป็นจกต๊ก (เทศาภิบาล) คนเก่าแห่งมณฑลฮุนหนำแลกุยจิว มีชื่อแซ่ว่า โต๊ะต้งเลี้ยม ชายชราผู้นี้มาตรว่าจะได้รับราชการเป็นขุนนางผู้ใหญ่ และเป็นคนตงฉิน (คนซื่อ) ต่อแผ่นดิน คำพังเพยแต่โบราณกาลมีมาอยู่คำหนึ่งกล่าวไว้ว่า เป็นนายอำเภอที่ซื่อตรงต่อราชการสามปี เงินกำนัลก็ลอยมาสิบหมื่น

โต๊ะต้งเลี้ยมเป็นจกต๊ก (เทศาภิบาล) โดยไม่ต้องทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ทรัพย์สมบัติหลั่งไหลเข้ามาเป็นมหาศาลเพียงแต่ของกำนัลของผู้น้อยที่ต่างมามอบให้ก็เหลือเฟือจนแทบจะไม่มีที่เก็บงำ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาพักราชการเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม จึงต้องเชิญบู๊ซือ (ครูเพลงอาวุธ) มาคุ้มกันขบวนการเดินทางเพื่อความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย

หนุ่มน้อยผู้ขับขี้ม้าเหยาะย่างเคียงข้างมาหาใช่ผู้คุ้มกันขบวนเดินทางไม่ แต่เป็นผู้ร่วมทางมากับขบวนนี้ด้วย และเป็นผู้ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องอันน่าสนใจ

ชายชราตำแหน่งที่จกต๊ก (เทศาภิบาล) คนเก่าแห่งแผ่นดิน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่มณฑลซัวไซทางภาคเหนือภูมิลำเนานั้นเป็นเคหะสถานใหญ่โต สืบมาแต่บรรพบุรุษแห่งตระกูล แต่มิได้ร่ำรวยประการใด ตนเองมีบุตรชายหนึ่งคน หลานชายหนึ่งคน บุตรชายชื่อโ๖ชต๊ะกี้เฮี้ยนรับราชการอยู่ในเมืองหลวงมีตำแหน่งฮู โป๋ซี้ลั้ง หลานชายชื่อโต๊ะอิดฮั้ง เอเยาว์วัยติดตามบิดาไปอยู่ในเมืองหลวงเช่นกัน เวลานี้มีอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี

โต๊ะอิดฮั้งมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดลึกซึ้งเหนือกว่าผู้เยาว์ด้วยกัน ผู้เป็นปู่มีความคิดถึงหลานชายผู้นี้อยู่ตลอดเวลา แลการพักราชการกลับภูมิลำเนาเดิมในครั้งนี้มีหังสือไปแจ้งบุตรชายให้จัดการส่งหลานชายกลับบ้านด้วย แต่หลานชายก็หาได้มาตามคามประสงค์ของผู้เป็นปู่ไม่ ก้วงเซี้ยวน้ำเป็นผู้ถือหนังสือของบุตรชายมาหาตน ในหนังสือนั้นบอกว่าหลานชายกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมตัวจะเข้าสอบไล่ จึงไม่สามารถกลับมาได้

ก้วงเซี้ยวน้ำเป็นเพื่อนนักเรียนกับหลานชายตน มีความรู้ในวิชากำลังฝีมือ พอดีมีกิจธุระที่จะต้องเดินทางไปมณฑลเซียมไซด้วย จึงขอร้องขอร่วมทางมากับโต๊ะต้งเลี้ยม แลเมื่อการเป็นเช่นนี้ทั้งสองฝ่ายก็สะดวกต่อกัน

โต๊ะต้งเลี้ยม ได้สนทนากับก้วงเซี้ยวน้ำแล้วจึงแจ้งว่าชายหนุ่มผู้นี้ ไม่ใคร่มีความรู้ในหนังสือแตกฉานเท่าใดนักทำให้คิดไปว่า พวกนัดเรียนเขียนอ่านเมื่อมาฝึกหัดเพลงกระบี่ถึงจะมีกำลังฝีมือเป็นสามารถก็ไม่สันทัดเชี่ยวชาญสักเท่าใดนักคล้ายกับคนจับจดเรียนวิชา โต๊ะต้งเลี้ยมยังนึกหัวเราะอยู่แต่ในใจว่า คนผู้นี้เรียนหนังสือก็ไม่ได้ความมาแล้ว ซ้ำมาเรียนเพลงอาวุธจะได้ความสักเพียงไหน แต่คาดไม่ถึงเลยว่าพวกบู๊ซือ (ครูเพลงอาวุธ) ที่ตนเชิญมาคุ้มภัยในการเดินทาง ต่างนอบน้อมยำเกรงต่อหนุ่มน้อยผู้นี้เป็นยิ่งด้วย ประการฉะนี้จึงทำให้โต๊ะต้งเลี้ยมคิดฉงนใจอยู่มิวาย

เวลานั้นเนปีที่สี่สิบสามแห่งแผ่นดินไต้เหม็ง พวกแมนจูมีอำนาจเป็นใหญ่ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยกกองทัพมารุกรานแผ่นดินไต้เหม็งอยู่เสมอ พระเจ้าซิ้นจงฮ่องเต้ทรงเสวยราชสมบัติอยู่ในขณะนั้น ต้องจัดส่งเงินทองเสบียงอาหารไปบำรุงกองทัพเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับข้าศึกแมนจูโดยมิขาด ขณะนั้นเงินในท้องพระคลังขัดสนอยู่ ต้องหาวิธีเพิ่มภาษีที่นาเป็นเศษหนึ่งส่วนสอง ครั้งแล้วชาวนาก็ต้องเดือดร้อนในภาระอันนี้ไว้ด้วยความจำใจ กอร์ปด้วยแผ่นดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อดิแห้งแข็งเกราะ ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวและถั่วงา ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรก็พากันยากจนค่นแค้นขาดความอุดมสมบูรณ์ทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดซ่องสุมโจรผู้ร้ายเป็นอันมาก ราษฎรต้องอดหยากยากไร้มีความทุกข์อยากอยู่แล้วซ้ำต้องถูกรีดเก็บภาษี มีพวกปล้นสะดมแทบทุกหัวระแหง สภาพของแผ่นดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงดูเป็นที่น่าอนาถใจและโะยเฉพาะการเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นชุกชุม ถึงแม้ว่าโต๊ะต้งเลี้ยมจะได้เชิญพวกบู๊ซือเป็นผู้คุ้มครองมา กับมีทหารป้องกันภัยให้อีกด้วยก็ยังมิวายที่จะหวั่นวิตกต่อภัย

เวลานี้การเดนทางผ่านด่านปาก๊กกวนมาแล้ว บนทางเลียบเชิงเขามีม้าสองตัวควบมาอย่างฝีเท้าจัด พวกบู๊ซือที่นำขบวนการเดินทางอยู่เบื้องหลังต่างมีสีหน้าผิดปกติ

ก้วงเซี้ยวน้ำชักม้าพุ่งไปข้างหน้า และชะลอสะบัดย่างพลางร้องถามว่ามีสิ่งใดผิดปกติอยู่หรือ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นท่าทางของพวกท่านขยับร่างอยู่บนหลังม้าอย่างหมดความสบายใจ

บู๊ซือวัยชรากล่าวตอบว่ามันคือปีศาจร้ายแห่งเซียมไซทั้งคู่ (ไซซวนซังซัวะ)

ก้วงเซี้ยวน้ำ บอกว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นพี่น้องแห่งตระกูลแซแพ ซึ่งมีวิชาเพลงมวยฝ่ามือเหล็ก (ทิซัวเจี้ยง) ที่ได้ฝึกฝนมาเป็นเวลานานปี ท่านจงระวังให้ดีถึงแม้ว่าปีศาจร้ายคู่นี้จะได้ควบม้าผ่านไปแล้วจะหวนกลับมาหรือไม่ก็ตาม

บู๊ซือวัยชราเอ่ยขึ้นว่า มันทำทีมีเลศนัย คล้ายกับว่าจะไม่แยแสต่อการปล้นสะดม

ก้วงเซี้ยวน้ำหัวเราะเบาๆ ม้ที่สะบัดย่างอยู่ก็บังคับให้หยุดนิ่ง เพื่อรอคอยรถเทียมล่อที่ด๖ะต้งเลี้ยมนั่งมา พลางปลอบใจให้ท่านไต้หยิน (ผู้ใหญ่) จงวางใจเถิดมิได้มีอันใดเกิดขึ้นดอกเจ้าสองคนที่ควบม้าวิ่งผ่านขบวนไป ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเพียงขโมยเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เบื้องหลังมีม้าสามม้าควบใกล้เข้ามาอย่างฝีเท้าจัดอีก พอผ่านขบวนเดินทางก็เห็นแต่ผงคลีฟุ้งตลบ ก้วงเซี้ยวนน้ำสังเกตได้ว่าคนบนหลังม้าทั้งสามไม่กล้าเหลียวหน้ามามองดูรถเทีนมล่อกับขบวนเดินทางแม้แต่นิดเดียว

บู๊ซือวัยชราชะลอม้าเข้าคู่คี่กับก้วงเซี้ยวน้ำ เอ่ยขึ้นเบาๆด้วยความประหลาดใจว่า ไฉนพวกหัวหน้าโจรประตูมังกง เล่ามึ้งปัง) ทั้งสามคนจึงออกมาพร้อมกัน หากข้าพเจ้าขอเดาแม้จะผิดถูกประการใด ในทางของมัน คงจะเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น

ก้วงเซี้ยวน้ำ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันกร้าวทระนงน่าจะเป็นทางของพวกโจรหรือไม่ก็ตามที หากมาล่วงล้ำก้ำเกินกัน ข้าพเจ้าจะไม่ใช้อาวุธในมือเลย ขออาศัยเพียงแค่คันกระสุนนี้อันเดียว ข้าพเจ้าจะตีมันให้แตกพ่ายยับเยินไปให้หมดสิ้น ว่าแล้วก็ควงคันกระสุนนั้นเป็นที่สนุกมือ
บู๊ซือวัยชรามิได้ปริปากประการใด โต๊ะต้งเลี้ยมเห็นก้วงเซี้ยวน้ำมีท่าทางหยิ่งทรนง ก็คิดอยู่ในใจตนเองด้วยความรู้สึกไม่พอใจว่า หนุ่มน้อยผู้นี้อวดอ้างวางตนอยู่

ขณะนั้น ขบวนม้าแลรถได้เคลื่อนไปทางตะวันตก ครั้นถึงเวลาพลบค่ำจวนจะถึงด่านชิดปั๊วกวนนอกเมืองเขี่ยงเล้งเต้งก็ถึงเดินทางในภูเขาอันคับแคบ

อันด่านชิดปั๊วกวนนี้ มีชัยภูมิอันคับขันของชายแดนแห่งมณฑลเสฉวนกับเซียมไซ ตัวด่านอยู่ซอกเขาเบื้องหน้าเป็นพื้นน้ำ สองฟากฝั่งเป็นโกรกผาชันสูงร้อยกว่าวา แม่น้ำนี้มีความกว้างห้าหกวา ไหลตัดมาตามโกรกผาไหลเชี่ยวแรงนัก ไหลเทออกมาจากหุบเขาเสียงดังสนั่น กระแสน้ำพัดกระแทกหินผาเป็นละอองฝอยฟุ้งไม่ขาดระยะพิศดูแล้วเพลินตา เสียงของน้ำที่ดังอยู่ก็น่าจะทำให้เย็นใจ

ครั้นแล้วขบวนเดินทางลอดช่องเขาออกมาพ้นแล้ว พอดีเห็นเบื้องหน้าประมาณหนึ่งลี้ มีม้าขาวถูกควบสะบัดย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้า คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าแต่งกายสวมเสื้อคลุมขาว เมื่อทั้งคนทั้งม้าขาวโพลง ทำให้มองดูเด่นชัดเป็นที่สะดุดแก่นัยน์ตา

โต๊ะต้งเลี้ยมเอ่ยขึ้นว่า คนผู้นี้ดูท่าทางคล้ายกับจือเซ็ง (นักเรียน) ควรหรือเดินทางแต่ลำพังผู้เดียวปราศจากเพื่อนร่วมช่างไม่หวาดกลัวต่ออันตรายในระหว่างทางเสียบ้างเลย พวกเราเร่งขึ้นไปไม่ทันแล้วเดินทางร่วมไปกับผู้นี้จะเป็นประการใด ก้วงเซี้ยวน้ำสั่นศีรษะแทนการตอบด้วยปากคำ

ทันใดนั้น คนทั้งปวงแว่วเสียงกระพรวนแล้วดังใกล้เข้ามาอย่างเด่นชัด ม้าหกเจ็ดตัวควบฝีเท้าจัดมาเบื้องหลังขบวนและพรบตาที่ควบผ่านขบวนเดินทางไปอย่างหาแยแสไม่ ขณะนั้นชายหนุ่มผู้ขี่ม้าขาวกำลังเหยาะใกล้เข้าไปถึงช่องแคบระหว่างเขา

บู๊ซือวัยชราเอ่ยขึ้นด้วยคาวมตกใจว่า ชายหนุ่มม้าขาวทำทองไม่รู้ร้อนเช่นนั้น ถ้าถูกม้ากลุ่มนั้นมันชนเอาจะมิเป็นอันตรายสาหัสหรือ
บู๊ซือชราปรารภยังมิทันสิ้นคำ ที่หุบเขาข้างหนึ่งมีฝุ่นผงคลีฟุ้งขึ้น ม้าสิบกว่าม้าควบฝีเท้าจัดมาเบื้องหน้าอีก ขบวนม้าทั้งสองต่างพุ่งเข้ามาหาม้าขาวของชายหนุ่ม บีบบังคับอยู่ระหว่างกลาง มองเห็นอยู่แล้วว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะต้องถูกชน โต๊ะต้งเลี้ยมร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ

ทันใดนั้นได้ยินเสียงชายหนุ่มม้าขาวร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันเป็นดังปาฏิหาริย์ ม้าขาวตัวนั้นโผนลอยนภากาศแล้วกระโโดดข้ามลำน้ำที่ไหลเชี่ยวแรงมีอณาบริเวณกว้างถึงห้าหกวาไปถึงฝากฝั่งข้างโน้นอย่างปลอดภัย

กองม้าทั้งสองมีความจัดเจนยิ่งนัก ทั้งที่ควบฝีเท้าจัดยิ่งกว่าลมพัด ต่างก็ชักม้าบังคับให้หยุดได้ ในกระทันหันทั่วทุกคนต่างผกหน้าผกหลังหันรีหันขวางกันเป็นพัลวัน ครั้นเห็นชายหนุ่มม้าขาวรอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ต่างก็ชักม้าหันกลับขวางปากทางช่องแคบระหว่างเขานั้นไว้
ก้วงเซี้ยวน้ำชักม้าโลดวิ่งเข้าหาแต่ผู้เดียว ครั้นถึงกลุ่มนั้นก็ประสานมือคำนับแลว่า “ท่านทั้งปวงข้าพเจ้าขออาศัยทางเดินผ่านไปสักครั้งหนึ่งเถิด”

ชายหนวดยาวผู้ยืนม้าอยู่เบื้องหน้าผู้อื่นของตนร้องถามว่า ท่านอาศัยบุญบารมีอันใดหรือที่จะขอเดินทางกับพวกเรา อันทรัพย์สมบัติของขุนนางที่ฉ้อราษฎรบังหลวงมา ใครๆ ก็ย่อมยินดีรับช่วงปรารถนา

ก้วงเซี้ยวน้ำบอกว่าวานท่านอย่าได้เข้าใจผิดเลย ท่านผู้นี้เป็นขุนนางตงฉินที่หาชื่อเสียงเสียอันใดมิได้ แลท่านลาพักราชการกลับสู่ภูมิลำเนาเดิม

หัวหน้าโจรอีกผู้หนึ่งพูดว่า เราไม่ต้องการฟังคำของเจ้า เพียงให้พวกเราใจอ่อนหลีกทางให้ เรามีแต่พูดเพียงว่าเมื่อจะขออาศัยผ่านไป เป็นไรมี แต่ต้องขอเอาหีบห่อภาชนะเครื่องเดินทางวางไว้ที่นี่เสียก่อน เราจึงจะอนุญาตให้ผ่านไปได้

ก้วงเซี้ยวน้ำไม่ปริคำ แต่ทันใดนั้นรวดเร็วนัก คันกระสุนเหล็กถูกปลดออกจากบ่าโดยพวกโจรไม่ทันมองเห็น ก้วงเซี้ยวน้ำลั่นกระสุนออกไปหลายนัด ถูกพวกที่ดาหน้าจะเข้ามาทำร้ายล้มลงระเนระนาด ชายหนวดยาวหัวเราะก้อง

ก้วงเซี้ยวน้ำเปลี่ยนเป็นลูกเกาทัณฑ์ออกแรงยิงตัดธงดำของพวกโจรหักสะบั้นลง ชายหนวดยาวมีสีหน้าผิดปกติไปทันที ถอยห่างออกไปเป็นหลายวาและร้องตะโกนถามว่า ท่านยังทราบระเบียบของพวกเราอยู่หรือไม่

ก้วงเซี้ยวน้ำไม่โต้ตอบด้วย ครั้งนี้ปล่อยกระสุนดั่งดาวตกไปยังเป้าหมาย คือร่างของชายหนวดยาว

ลูกกระสุนวิ่งตัดอากาศไปด้วยความรวดเร็ว แต่ชายหนวดยาวก็มีความว่องไวประดุจลมพัด ใช้มีดสันหนาสีทองแดงฟาดซ้ายป่ายขวา ปัดลูกกระสุนที่ยิงมาดั่งห่าฝนกระเด็นออกไปหมด

แต่ก้วงเซี้ยวน้ำยิ่งยิงยิ่งมากด้วยความเร็ว ชายหนวดยาวป้องปัดเนิ่นนานเข้า ชักอ่อนกำลังคลายความว่องไวลงทุกที

ในพวกโจรด้วยกัน มีชายผู้หนึ่งขนคิ้วดกดำ นันย์ตาโตร้องตวาดว่า เมื่อมีนามมาทว่าไม่โต้ตอบไป ก็ผิดธรรมเนียม ว่าแล้วก็ปลดคันแล่นยิงเป็นเกาทัณฑ์ที่ไฟแลบออกมาเป็นสีเขียว

คันกระสุนของด้วงเซี้ยวน้ำ ไม่สามารถที่จะใช้ได้สองอย่างในคราวเดียวกัน เมื่อเกาทัณฑ์ไฟพุ่งเข้ามาเบื้องหน้า ก็ไม่สามารถที่จะใช้กระสุนยิงตัดได้ เกาทัณฑ์ไฟพุ่งตรงเข้าไปที่ผ้าคลุมหีบห่อสิ่งของเครื่องใช้ แล้วกระสอบป่านก็ติดลุกไหม้ขึ้นมาไฟลุกโหมอย่างรวดเร็ว ความร้อนแรงทำให้เงินขาวไหลมารวมกองกัน ชายหนวดยาวส่ายศีรษะอยู่ไปมาแสดงความหมดหวัง

ก้วงเซี้ยวน้ำยิงกระสุนออกไปติดๆกันไม่ขาดระยะตามท่าเพลง กระสุนพายุฝนกระหน่ำแปดทิศ (โป๊ยฮึงฮวงโห) ซึ่งเป็นเพลงกระสุนที่ร้ายกาจอย่างเยี่ยมยอด ชายหนวดยาวมิทันระวังตัวก็ถูกยิงเข้าที่ข้อศอกซ้ายอย่างจังจนแทบจะยกมือมิขึ้น รีบถอยห่างออกแล้วประสานมือคำนบแลว่า เพลงกระสุนของภูเขาบู๊ตึงซัวนั้นเป็นฝีมือเทพยดา สมแล้วดั่งคำลือ พวกข้าพเจ้ามีตาหามีแววไม่ ขออภัยที่ได้ล่วงเกินไปด้วยเถิด

ชายที่ยิงเกาทัณฑ์ไฟก็โผนขึ้นหลังม้า ตะโกนร้องบอกว่า จงได้ช่วยบอกท่านจี้เอี๋ยงเต้าเจี้ยงด้วยว่าฮ่วยเล้งอ้วงกับฮวงซัวโฮ้ว ขอขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ละเว้นชีวิตพวกเราไว้เมื่อปีนั้น ว่าแล้วก็เป่าหวีดเป็นสัญญาณ พาลูกน้องก็ช่วยกันประคองพพวกที่ได้รับบาดเจ็บถอยออกไปจากช่องหุบเขานั้น

ก้วงเซี้ยวน้ำวางคันกระสุนลง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าหัวเราะก้อง ทันใดนั้นมีเสียงคนพูดทางเบื้องหลังว่า ท่านนี้มีฝีมือยิงกระสุนประเสริฐแท้

ก้วงเซี้ยวน้ำตะลึงงัน พลางเหลียวศีรษะมาดูชายหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมแลขี่ม้าสีเดียวกันนั่นเอง ไม่ทราบว่าบังคับม้ากระโดดข้ามจากฝั่งแม่น้ำข้างโน้นมาแต่เมื่อใด ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจของคนทั้งปวง จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น

About these ads

ใส่ความเห็น

ยังไม่มีความเห็น

Comments RSS TrackBack Identifier URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.